ร่างกายได้หนี แต่ใจไม่ได้พัก เมื่อการผัดวันประกันพรุ่งไม่ใช่ความขี้เกียจ แต่คือการหลบหนีอารมณ์

งานวางอยู่ตรงหน้า เดดไลน์เหลืออีกสามวัน แล้วจู่ ๆ ลิ้นชักที่รกมาแปดเดือนก็กลายเป็นเรื่องเร่งด่วนระดับชาติ เช็ดโต๊ะ จัดโฟลเดอร์ ดูสารคดีเรื่องปลาหมึกที่เมื่อวานยังไม่สนใจ สามชั่วโมงต่อมา โต๊ะสะอาดหมดจด ส่วนงานยังอยู่ตรงเดิม

คำที่เรามักหยิบมาใช้กับตัวเองในตอนนั้นคือ “ขี้เกียจ” แต่ถ้าย้อนกลับไปดูสามชั่วโมงนั้นจริง ๆ จะเจอเรื่องแปลกอยู่อย่างหนึ่ง

ตอนที่กำลังจัดลิ้นชัก เรามีความสุขหรือเปล่า…

ในทางจิตวิทยา การผัดวันประกันพรุ่งหมายถึงการเลื่อนสิ่งที่ตั้งใจจะทำออกไป ทั้งที่รู้ว่าการเลื่อนนั้นจะทำให้ตัวเองแย่ลง
คำอธิบายที่ได้ยินบ่อยบอกว่า เราผัดวันเพราะการหลบงานช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นชั่วคราว เหมือนแลกความสบายวันนี้กับความทุกข์ของวันพรุ่งนี้

Cassandra Gort และคณะจึงลองไปดูว่า ขณะที่คนกำลังผัดวันอยู่นั้น พวกเขารู้สึกดีขึ้นจริงหรือไม่
ทีมวิจัยให้นักศึกษา 63 คนรายงานสิ่งที่กำลังทำและความรู้สึกของตัวเองหลายครั้งต่อวันตลอดหนึ่งสัปดาห์ ได้ข้อมูลทั้งหมด 3,797 ครั้ง วิธีนี้ช่วยให้เห็นอารมณ์ขณะเหตุการณ์กำลังเกิดขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งความทรงจำย้อนหลัง

เดิมนักวิจัยคาดว่า ช่วงที่กำลังผัดวัน คนควรมีอารมณ์เป็นบวกมากขึ้น
ผลกลับตรงกันข้ามเลยค่ะ ช่วงที่ผัดวันอยู่เป็นช่วงที่คนรายงานอารมณ์ลบมากกว่าช่วงอื่น

ผลนี้ไม่ได้แปลว่าการหลบงานไม่มีทางทำให้เรารู้สึกโล่งหรือรู้สึกดีได้ เพียงแต่มันบอกว่าในชีวิตจริง ช่วงเวลาที่ผัดวันประกันพรุ่งไม่ได้สบายอย่างที่เราเข้าใจกัน

หลายครั้งเราไม่ได้แลกความสบายวันนี้กับความทุกข์พรุ่งนี้
เราจ่ายทั้งสองวัน

.

คนที่จัดลิ้นชักแทนการทำงานอาจไม่ได้เลือกสิ่งที่ทำให้มีความสุขนะคะ เขาอาจจะแค่เลือกสิ่งที่รู้สึกคุกคามน้อยกว่าในวินาทีนั้น
เพราะงานตรงหน้าอาจน่าเบื่อ คลุมเครือ งานมันใหญ่จนไม่รู้จะเริ่มตรงไหน หรือชวนให้สงสัยว่าเราจะทำได้ดีพอหรือเปล่า
สำหรับบางคน งานยังไปแตะภาพที่มีต่อตัวเองด้วย

ตราบใดที่ยังไม่เริ่ม ประโยคว่า “ถ้าตั้งใจจริง ฉันก็คงทำได้ดี” ยังไม่ถูกพิสูจน์

แต่ทันทีที่ลงมือ ความสามารถจะถูกวัด ผลงานอาจออกมาไม่ดี และภาพที่อยากเชื่อเกี่ยวกับตัวเองอาจสั่นคลอน
การผัดวันจึงช่วยยืดช่วงเวลาที่เรายังไม่ต้องรู้คำตอบออกไปอีกหน่อย

.

Fuschia Sirois และ Timothy Pychyl เสนออีกมุมหนึ่งว่า การผัดวันเกี่ยวข้องกับระยะห่างระหว่างตัวเราในปัจจุบันกับตัวเราในอนาคต

ความอึดอัดของเราในคืนนี้อยู่ตรงหน้า ส่วนคนที่จะต้องเร่งงานตอนตีสองของคืนวันพฤหัสยังอยู่ไกล ความเหนื่อยของเขาจึงไม่มีน้ำหนักเท่าความรู้สึกที่เราอยากหนีตอนนี้
เราเลยยืมเวลาของเขาได้ ยืมแรงของเขาได้ ยืมการนอนของเขาได้
จนถึงคืนวันพฤหัส แล้วจึงพบว่าคนที่ต้องใช้หนี้ก้อนนั้นคือเราเอง

พอเห็นวงจรนี้ ปฏิกิริยาแรกของหลายคนคือด่าตัวเองให้แรงขึ้น เผื่อความละอายจะผลักให้ลุกไปทำงานเสียที
แต่เอาเข้าจริงการด่าตัวเองมักทำให้สิ่งที่กำลังหลบยิ่งน่ากลัวกว่าเดิม

Lucia Martinčeková และ Robert Enright สำรวจนักศึกษา 217 คน พบว่าแนวโน้มที่จะรู้สึกละอาย อันที่ออกมาเป็นประโยค “ฉันเป็นคนแย่แบบนี้” มีความสัมพันธ์กับการผัดวันที่มากขึ้น ส่วนแนวโน้มที่จะรู้สึกผิด อันที่จะพูดว่า “ฉันทำสิ่งนี้พลาด” ไม่พบความสัมพันธ์แบบเดียวกัน

ผู้ที่ให้อภัยตัวเองเรื่องการผัดวันมากกว่า ยังมีแนวโน้มผัดวันน้อยกว่าด้วย
งานนี้เป็นการสำรวจ จึงยังบอกไม่ได้ว่าอะไรเป็นเหตุหรือผล แต่ชี้ให้เห็นเส้นแบ่งที่สำคัญ คือ ความละอายตัดสินตัวตนคนทั้งคน และตัวตนทั้งหมดดูเหมือนซ่อมไม่ได้ เราจึงอยากหนีต่อ
แต่ความรู้สึกผิดมองไปที่การกระทำ และการกระทำยังเปลี่ยนได้

.

คำถามที่ตามมาคือ ถ้าเลิกด่าตัวเอง แล้วจะเหลืออะไรมาผลักดัน

Juliana Breines และ Serena Chen ทดลองเรื่องนี้สี่ครั้ง พบว่าการปฏิบัติต่อตัวเองอย่างเข้าใจหลังพบความล้มเหลว ไม่ได้ทำให้คนหมดแรงพัฒนาตัวเอง
ในการทดลองหนึ่ง ผู้ที่ได้รับข้อความชวนให้เมตตาต่อตัวเองหลังทำแบบทดสอบยาก ๆ ได้ไม่ดี ใช้เวลาอ่านหนังสือเตรียมทำแบบทดสอบรอบต่อไปมากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับข้อความนั้น

การเมตตาตัวเองจึงไม่ได้หมายถึงการบอกว่า “ไม่เป็นไร ไม่ต้องทำแล้ว”
มันคือการยอมรับว่าเรากำลังลำบาก โดยไม่เปลี่ยนความผิดพลาดหนึ่งครั้งให้กลายเป็นคำตัดสินตัวเองทั้งชีวิต

แทนที่จะถามว่า “ทำไมฉันขี้เกียจขนาดนี้” ลองเปลี่ยนเป็นคำถามที่เฉพาะเจาะจงกว่า
งานนี้ทำให้ฉันรู้สึกอะไร
ถ้าลงมือทำ ฉันกลัวว่าจะพบอะไรเกี่ยวกับตัวเอง
และก้าวที่เล็กที่สุดซึ่งพอทำได้ตอนนี้คืออะไร
อาจเป็นเพียงเปิดไฟล์ เขียนหัวข้อสามบรรทัด หรือทำส่วนแรกเป็นเวลาสิบนาที เป้าหมายแรกยังไม่ต้องเป็นการทำให้เสร็จ แค่ทำให้การเริ่มต้นเล็กพอจนไม่ต้องรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี

แน่นอนว่าวิธีเหล่านี้ไม่ใช่จะได้ผลกับทุกคนเท่ากัน งานวิเคราะห์รวมการทดลอง 12 ชิ้นพบว่า การช่วยเหลือทางจิตวิทยาลดการผัดวันได้ในระดับเล็ก ๆ โดยรวม ยังไม่มีสูตรใดแก้วงจรนี้ได้ทั้งหมด

เพราะเบื้องหลังการผัดวันของแต่ละคนอาจเป็นคนละเรื่อง

.

คำว่า “ขี้เกียจ” อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นได้ไม่ครบ เพราะการพักควรทำให้เราได้พัก
แต่เวลาผัดวันประกันพรุ่ง ร่างกายอยู่กับงานอื่น ขณะที่ใจยังถูกงานเดิมตามทวงอยู่ตลอด

ลองนึกถึงงานที่ค้างอยู่สักชิ้นนะคะ
ถ้าต้องเลือกคำที่ตรงกว่า “ขี้เกียจ” มาอธิบายว่าเรากำลังหลบอะไรจากงานชิ้นนั้นอยู่ คำนั้นจะเป็นอะไร

Related Posts