กตัญญูที่ไม่ต้องทำร้ายตัวเอง เรียนรู้ที่จะแยกความรักออกจากหน้าที่ เพื่อวางความรู้สึกผิดในใจลง

สามทุ่มวันอาทิตย์ หน้าจอโทรศัพท์ขึ้นคำว่า “แม่” มีเสี้ยววินาทีหนึ่งก่อนกดรับ เสี้ยววินาทีที่เราลังเล แล้วก็ตามมาด้วยอีกความรู้สึกทันที….รู้สึกผิดที่ตัวเองลังเล

ความลังเลกับความรู้สึกผิดมาถึงแทบพร้อมกัน แต่เรามักเอาทั้งสองอย่างไปรวมไว้ใต้คำคำเดียว
คำว่า “กตัญญู”

เรามักใช้คำนี้อธิบายทั้งความอยากดูแลคนที่เรารัก และความกลัวว่าจะกลายเป็นลูกที่ไม่ดี ทั้งที่ความรู้สึกสองแบบนี้มาจากคนละที่ และทำงานต่างกันมากเลยค่ะ

.

Kuang-Hui Yeh และ Olwen Bedford นักจิตวิทยาที่ศึกษาความสัมพันธ์ในครอบครัวเอเชีย เสนอว่า สิ่งที่เราเรียกรวม ๆ ว่ากตัญญูนั้น แท้จริงแล้วมี “เครื่องยนต์” อยู่สองตัว

เครื่องยนต์ตัวแรกทำงานด้วยความผูกพัน มันค่อย ๆ ก่อตัวจากหลายปีที่เราได้รับการดูแล จากความทรงจำว่าครั้งหนึ่งเคยมีใครคอยอยู่ข้างเรา เราจึงอยากตอบแทน เพราะรู้สึกอยากทำจริง ๆ

ส่วนเครื่องยนต์ตัวที่สองทำงานด้วยหน้าที่และลำดับชั้น มันมาจากตำแหน่งของเราในครอบครัว จากสายตาของญาติ จากภาพจำว่า “ลูกที่ดี” ควรทำอะไรบ้าง เราตอบแทนไม่ใช่เพียงเพราะอยากทำ แต่เพราะการไม่ทำอาจมีราคาสูงเกินไป ทั้งคำตำหนิ ความผิดหวัง และความรู้สึกผิด

คนคนเดียวสามารถมีเครื่องยนต์ทั้งสองตัวพร้อมกันได้

เราอาจโอนเงินให้พ่อแม่เพราะรักและเป็นห่วง ขณะเดียวกันก็กลัวว่าจะถูกมองว่าเป็นลูกที่ไม่เอาไหน ไม่มีใครมีแค่ด้านใดด้านหนึ่งอย่างบริสุทธิ์ ส่วนใหญ่เรามีทั้งคู่ เพียงแต่ในแต่ละช่วงเวลา เครื่องยนต์ตัวหนึ่งอาจทำงานแรงกว่าอีกตัว

ที่น่าสนใจคือ เมื่อมองจากข้างนอก การกระทำของเครื่องยนต์ทั้งสองแทบไม่ต่างกันเลย
เงินก้อนเดิม
โทรกลับด้วยความถี่เท่าเดิม
กลับบ้านในวันเดียวกัน
นั่งกินข้าวอยู่บนโต๊ะตัวเดียวกัน

สิ่งที่ต่างคือราคาที่เราจ่ายอยู่ข้างใน

.

เมื่อรวบรวมงานวิจัยเกี่ยวกับวัยรุ่น นักวิจัยพบว่า กตัญญูที่เกิดจากความผูกพันสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลที่น้อยลง ราวกับความสัมพันธ์แบบนี้ช่วยสร้างเกราะบางอย่างให้จิตใจ
แต่กตัญญูที่เกิดจากแรงกดดันและการเชื่อฟังไม่พบผลในแบบเดียวกัน มันอาจเรียกร้องพลังจากเราเท่ากัน หรือมากกว่า โดยไม่ได้ช่วยปกป้องใจเรากลับมา

งานวิจัยกับนักศึกษาไต้หวัน 455 คน พยายามมองให้ลึกกว่านั้นว่า ความแตกต่างนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
คำตอบหนึ่งคือ “ความยืดหยุ่นทางความคิด” หรือความสามารถในการมองเรื่องเดียวจากหลายมุม และเปลี่ยนมุมมองเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป

กตัญญูที่มาจากความรักสัมพันธ์กับความยืดหยุ่นทางความคิดที่มากขึ้น และสัมพันธ์ต่อไปถึงความพอใจในชีวิต ส่วนกตัญญูที่เน้นการเชื่อฟังกลับสัมพันธ์กับความยืดหยุ่นที่ลดลง

เหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพราะการเชื่อฟังมักต้องอาศัยการเก็บคำถามบางอย่างไว้กับตัวเอง

เมื่อเราฝึกไม่ตั้งคำถามกับเรื่องหนึ่งนานพอ นิสัยนั้นอาจค่อย ๆ ลามไปยังเรื่องอื่นโดยไม่รู้ตัว เราอาจเริ่มไม่แน่ใจว่า ความต้องการของตัวเองสำคัญหรือไม่ หรือเราได้รับอนุญาตให้มองชีวิตต่างจากคนในครอบครัวได้แค่ไหน

อย่างไรก็ตาม การแบ่งกตัญญูออกเป็นฝ่ายดีและฝ่ายร้ายก็ง่ายเกินไป
งานวิจัยในสิงคโปร์กับผู้ใหญ่ 272 คน พบว่า กตัญญูแบบเชื่อฟังสัมพันธ์กับความเป็นอยู่ที่ดีในอีกมิติหนึ่ง นั่นคือมิติทางจิตวิญญาณ ความรู้สึกว่าชีวิตมีความหมาย และตัวเราเชื่อมโยงอยู่กับบางสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเอง

มันจึงไม่ได้ “ไม่ให้อะไรเลย”
มันเพียงให้คนละอย่างกับความสุขส่วนบุคคล

บางคนยอมแบกหน้าที่หนัก ๆ เพราะหน้าที่นั้นทำให้รู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่ยาวนานกว่าชีวิตของคนคนเดียว หรือเป็นผู้สืบทอดบางอย่างจากคนรุ่นก่อน
นั่นอาจอธิบายได้ว่า ทำไมคนจำนวนมากยังเลือกทำตามหน้าที่ แม้รู้ดีว่ามันหนัก

.

ทั้งนี้….แนวคิดเรื่องกตัญญูสองแบบนี้ถูกศึกษามานานกว่ายี่สิบปี ทั้งในไต้หวัน จีน ฮ่องกง และสิงคโปร์ มีการแปลเครื่องมือไปใช้ในเวียดนามและอินโดนีเซียแล้ว
แต่จนถึงตอนนี้ ยังแทบไม่มีงานวิจัยที่นำเครื่องมือนี้มาศึกษากับคนไทยโดยตรง

งานของไทยที่ใกล้เคียงชิ้นหนึ่งศึกษาความสัมพันธ์ในครอบครัวจาก 22 กรณี โดยทีมวิจัยที่นำโดย รศ. ดร. ลือชัย ศรีเงินยวง พบว่าครอบครัวไทยกำลังเปลี่ยนจากความสัมพันธ์แบบแนวตั้ง ผู้ใหญ่สั่ง เด็กเชื่อฟัง ไปสู่ความสัมพันธ์แบบแนวราบและแนวทแยงมากขึ้น

หมายความว่า สมาชิกในครอบครัวเริ่มต่อรอง รับฟัง และดูแลกันในฐานะมนุษย์ที่ต่างก็มีความต้องการของตัวเอง ไม่ได้มีเพียงบทบาท “พ่อแม่” กับ “ลูก” เท่านั้น
เรื่องที่คนไทยจำนวนมากแบกกันมาตลอดชีวิต จึงยังไม่ค่อยถูกวางลงบนโต๊ะเพื่อมองดูอย่างจริงจัง
เราอาจเริ่มได้จากการสังเกตตัวเองอย่างไม่รีบตัดสินว่าในแต่ละครั้งที่เราทำอะไรให้พ่อแม่ เครื่องยนต์ตัวไหนกำลังทำงานอยู่

ลองสมมติว่าไม่มีใครรู้ว่าเราทำหรือไม่ ไม่มีญาติมาชื่นชม ไม่มีใครตำหนิ และไม่มีผลอะไรตามมาเลย เรายังอยากทำสิ่งนั้นอยู่ไหม
คำตอบอาจไม่ได้เปลี่ยนสิ่งที่เราจะทำ
บางครั้งเรายังเลือกทำ แม้รู้ว่ามันมาจากหน้าที่ เพราะหน้าที่บางอย่างก็มีความหมายกับเรา หรือเพราะเรายอมรับราคาของมันแล้ว

แต่สิ่งที่เปลี่ยนคือ เราจะรู้ว่าตัวเองกำลังจ่ายอะไรอยู่ และการรู้ว่ากำลังจ่ายอะไร อาจทำให้ความรู้สึกผิดเบาลง เพราะความรู้สึกผิดจำนวนมากเกิดจากการที่เราเอาความรักกับหน้าที่มาปนกัน แล้วใช้มาตรวัดของหน้าที่มาตัดสินว่าเรารักมากพอหรือยัง

.

เสี้ยววินาทีที่ลังเลก่อนกดรับสาย ไม่ได้แปลว่าเราไม่รักแม่
มันอาจเพียงบอกว่า ในวินาทีนั้น เครื่องยนต์ตัวหนึ่งกำลังเหนื่อยกว่าอีกตัว หรือเรากำลังพยายามแยกให้ออกว่า สิ่งที่ทำอยู่นั้นเกิดจากความผูกพัน ความกลัว หรือส่วนผสมของทั้งสองอย่าง

การมองเห็นคำตอบไม่ได้ทำให้เราเป็นลูกที่แย่ลง

บางทีมันอาจเป็นจุดเริ่มต้นของความกตัญญูอีกแบบหนึ่ง กตัญญูที่ไม่ต้องทำร้ายตัวเอง เพื่อพิสูจน์ว่าเรารักใครสักคนมากพอ

Related Posts