สำหรับคนที่ผูกคุณค่าตัวเองไว้กับผลงาน ความสำเร็จมักไม่ได้ทำให้ความรู้สึกต้องพิสูจน์ตัวเองมันลดน้อยลงอย่างที่หวัง
บางครั้งกลไกข้างในกลับทำงานตรงกันข้ามด้วยซ้ำไป
Jennifer Crocker นักจิตวิทยาสังคม ใช้คำว่า contingencies of self-worth อธิบายเรื่องนี้ คุณค่าของคนเราถูกวางเงื่อนไขไว้กับบางเรื่อง เช่น ผลงาน หน้าตา การยอมรับจากคนอื่น หรือการเอาชนะ
ความรู้สึกว่าตัวเองมีค่าจึงขึ้นลงตามสิ่งนั้นเสมอ
งานของเธอกับ Connie Wolfe ที่ตีพิมพ์ใน Psychological Review ปี 2001 เสนอว่า เมื่อเราผูกคุณค่าตัวเองไว้กับสนามใด ความสำเร็จและความล้มเหลวในสนามนั้นจะมีอำนาจต่อความรู้สึกที่เรามีต่อตัวเองเป็นพิเศษ
ทุกครั้งที่เราใช้ความสำเร็จเป็นหลักฐานว่าตัวเองมีค่า เราก็กำลังยืนยันกับตัวเองอีกรอบว่า คุณค่าของเราขึ้นอยู่กับเรื่องนี้จริง ๆ
ความสำเร็จจึงอาจทำหน้าที่เหมือนการขันเกลียวให้แน่นขึ้น มากกว่าการปลดล็อก
ยิ่งพิสูจน์ได้ ก็ยิ่งเชื่อว่าต้องพิสูจน์
Crocker กับ Lora Park รวบรวมงานวิจัยและเขียนต่อในปี 2004 ถึงราคาที่ต้องจ่าย เมื่อการไล่ล่าคุณค่าตัวเองกลายเป็นเป้าหมายหลักของชีวิต
เราอาจเรียนรู้ได้ช้าลง เพราะความผิดพลาดกลายเป็นภัยคุกคาม แทนที่จะเป็นข้อมูล
เราเลือกงานที่ปลอดภัย มากกว่างานที่อยากทำจริง ๆ
และความสัมพันธ์ก็บางลง เพราะเวลาอยู่กับใคร ส่วนหนึ่งของเรากำลังคอยเช็กอยู่ตลอดว่าเขามองเราแบบไหน
รากของมันอยู่ไกลทีเดียว
ในกรอบจิตวิทยาแบบยึดบุคคลเป็นศูนย์กลางของ Carl Rogers เรื่องนี้เรียกว่า conditions of worth เงื่อนไขที่เราเรียนรู้ตั้งแต่ยังเล็กมาก ว่าต้องเป็นแบบไหนถึงจะได้รับความรักกลับมา
เด็กที่ได้รับความอบอุ่นเป็นพิเศษตอนสอบได้ที่หนึ่ง อาจเรียนรู้ว่าตัวเองมีค่าตอนเก่ง
เด็กที่ถูกชมเป็นพิเศษตอนไม่งอแง อาจเรียนรู้ว่าตัวเองมีค่าตอนไม่เป็นภาระ
สิ่งเหล่านี้ฝังลงไปก่อนที่เราจะมีคำพูดอธิบายมันด้วยซ้ำ
แล้วมันก็เดินตามเราเข้าไปในห้องประชุม เข้าไปในความสัมพันธ์ เข้าไปในวันที่เราอายุสี่สิบ และยังรู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่างให้พิสูจน์ได้ว่าเราคู่ควรกับที่ที่เรายืนอยู่
เวลาไม่เคยละลายเงื่อนไขพวกนี้ เพราะเวลาทำได้แค่พาเราไปเจอเวทีใหม่ที่ใหญ่ขึ้นเท่านั้น
แต่บางครั้ง ความสัมพันธ์ใหม่ทำในสิ่งที่เวลาอย่างเดียวทำไม่ได้
การได้อยู่กับคนที่ยังเห็นเราเป็นคนเดิมในวันที่พลาด ค่อย ๆ สอนว่า ความผิดหวังไม่เท่ากับการถูกทอดทิ้ง และคุณค่าของเราไม่จำเป็นต้องต่ออายุด้วยผลงานทุกครั้ง
แล้วมันจะเบาลงเมื่อไหร่กันนะ
ถ้ามองผ่านกรอบพัฒนาการของ Robert Kegan นักจิตวิทยาจาก Harvard Graduate School of Education จุดเปลี่ยนนี้คล้ายกับการขยับจาก socialized mind ไปสู่ self-authoring mind
socialized mind คือช่วงที่เราถูกนิยามด้วยสายตาของคนรอบตัว ความคิดเห็นของคนอื่นเข้ามาเป็นเนื้อเดียวกับความรู้สึกว่าเราเป็นใคร
เวลาเขาผิดหวัง เราเลยรู้สึกเหมือนตัวเองพังไปด้วยจริง ๆ
ส่วน self-authoring mind คือช่วงที่เรามีระบบคุณค่าของตัวเองมากพอจะยืนอยู่นอกสายตานั้นได้
เรายังฟังคนอื่นอยู่ แต่ฟังในฐานะข้อมูล มากกว่าฟังในฐานะคำตัดสิน
เสียงในหัวเปลี่ยนจาก “เขาจะคิดยังไง” มาเป็น “เรื่องนี้สำคัญกับเราจริงหรือเปล่า”
การมีอายุมากขึ้นไม่ได้รับประกันว่าเราจะขยับมาถึงจุดนี้ เพราะมันต้องอาศัยการเปลี่ยนโครงสร้างที่เราใช้สร้างความหมาย ไม่ใช่แค่การสะสมวันเกิด
บ่อยครั้งมันเกิดจากประสบการณ์ที่ทำให้วิธีมองโลกแบบเดิมใช้งานไม่ได้อีกต่อไป
แต่ตรงนี้ก็ต้องพูดให้ครบด้วยค่ะ
แรงที่อยากพิสูจน์ตัวเองมีคุณูปการจริงนั่นแหละ
มันพาหลายคนออกจากที่ที่ไม่ควรอยู่ พาไปเรียนต่อ พาไปเปิดกิจการ พาไปทำสิ่งที่ตอนแรกไม่มีใครเชื่อว่าจะทำได้ การอยากตัดมันทิ้งทั้งหมดจึงเป็นการเข้าใจผิดเรื่องต้นทุนของตัวเอง
สิ่งที่พอจะเป็นเป้าหมายได้จริง คือการทำให้มันเปลี่ยนสถานะ
จากเจ้านายมาเป็นลูกจ้าง
จากเสียงที่สั่งการ มาเป็นเสียงหนึ่งในห้องที่เราเลือกฟังหรือไม่ฟังก็ได้
จากการทำบางอย่างเพื่อพิสูจน์ว่าเรามีค่า ไปสู่การทำเพราะสิ่งนั้นมีค่าในตัวมันเอง
และมีกับดักหนึ่งที่ควรรู้ไว้ก่อน ความอยากให้ความรู้สึกนี้หายไปเร็ว ๆ ก็อาจเป็นการพิสูจน์ตัวเองอีกชั้นหนึ่ง คือการพยายามเป็นคนที่โตพอจะไม่ต้องพิสูจน์อะไรแล้ว
พอตั้งเป้าแบบนั้น เราก็แค่ย้ายสนามพิสูจน์จากเรื่องงาน มาเป็นเรื่องการเติบโตข้างในเท่านั้นเอง
ในทางปฏิบัติ มันอาจเบาลงจากการมองเห็น มากกว่าการพยายามกำจัด จุดสังเกตหนึ่งอยู่ตรงวินาทีที่ได้รับคำชมค่ะ
ลองดูว่าความรู้สึกแรกที่ขึ้นมาคือความดีใจ หรือความโล่งอก
ถ้าความโล่งอกเด่นกว่าความดีใจ มันอาจเป็นสัญญาณว่าก่อนหน้านั้นข้างในมีการพิจารณาคดีเกิดขึ้นอยู่ และคำชมนั้นกำลังทำหน้าที่เป็นคำตัดสินยกฟ้อง
อีกจุดคือเวลาที่รู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่างให้ได้
ลองถามว่ามาตรฐานที่กำลังใช้วัดตัวเองอยู่นี้เป็นของใคร ใครเป็นคนเขียนมันขึ้นมา และเราเคยเซ็นยินยอมหรือเปล่า
คำตอบมักเป็นชื่อของคนที่เราหยุดคุยด้วยไปนานแล้ว หรือเป็นเสียงรวม ๆ ของคนที่ไม่ได้กำลังคิดถึงเราอยู่เลยด้วยซ้ำ
และช่วงที่ยากที่สุด อาจเป็นช่วงที่ไม่มีอะไรให้พิสูจน์เลย
วันหยุดยาวที่ไม่มีงานค้าง ช่วงระหว่างโปรเจกต์ หรือบ่ายวันหนึ่งที่ไม่มีใครต้องการอะไรจากเรา
ความว่างที่โผล่ขึ้นมาตรงนั้นเป็นข้อมูลชั้นดี เพราะมันบอกว่าเราคุ้นกับการเป็นตัวเองในวันที่ไม่ได้กำลังผลิตอะไรเลยอยู่แค่ไหน
ค่อย ๆ อยู่กับความว่างนั้นให้นานขึ้นทีละนิด โดยยังไม่ต้องรีบหาอะไรมาเติม
ความรู้สึกต้องพิสูจน์ตัวเองไม่มีวันหมดอายุตามปีเกิด มันเริ่มหมดอำนาจตอนที่เราเห็นมันชัดพอจะรู้ว่า มันเป็นเสียงที่เรารับมา มากกว่าเสียงที่เป็นเรา
ลองนึกถึงสิ่งที่กำลังพยายามทำให้สำเร็จอยู่ตอนนี้นะคะ ถ้าไม่มีเสียงปรบมือ แต่สิ่งที่เราทำยังได้ทำหน้าที่ของมัน เรายังอยากทำมันอยู่หรือเปล่า