เราใช้คำนี้กันจนติดปาก แต่ในตำราจิตเวชเราหาคำนี้ไม่เจอนะคะ
หาใน DSM ก็ไม่มี หาใน ICD ก็ไม่มี แบบวัดมาตรฐานสำหรับสิ่งนี้โดยเฉพาะก็ยังไม่มีใครทำ
คำว่า toxic เกิดขึ้นเพราะเรารู้สึกถึงบางอย่างได้ก่อนที่จะมีคำเรียกมัน แล้วเราก็เอาคำเดียวไปครอบสิ่งที่ต่างกันมากๆ ไว้ด้วยกัน
Michael P. Johnson นักสังคมวิทยาจาก Pennsylvania State University ใช้เวลาราวสามสิบปีอยู่กับข้อมูลความรุนแรงในคู่รัก แล้วพบว่าสิ่งที่เราเรียกรวมๆ ว่าความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ จริงๆ แล้วมีอยู่สองเส้นทางที่เกิดจากคนละกลไก
เส้นทางแรกคือความขัดแย้งที่บานปลาย ทั้งคู่ต่างทำใส่กัน ต่างเสียใจทีหลัง มันโหดร้ายแต่มันสมมาตร และมันมักโผล่มาในช่วงที่ชีวิตข้างนอกกำลังบีบคั้นพอดี
เส้นทางที่สองคือการควบคุม ตรงนี้การทำร้ายเป็นเพียงเครื่องมือ เป้าหมายจริงคือทำให้อีกคนตัวเล็กลงเรื่อยๆ จนเหลือทางเลือกน้อยลงทุกที
ความต่างอยู่ที่ทิศทาง เส้นทางแรกวนอยู่กับที่ ส่วนเส้นทางที่สองเดินหน้าทีละก้าว
เพื่อนหายไปทีละคน เงินไปกองอยู่ในมือของคนเพียงคนเดียว ความคิดเห็นของตัวเองค่อยๆ เงียบเสียงลงจนลืมไปว่าเคยมีอยู่นะ ไอ้ความคิดเห็นเนี่ย
และนั่นทำให้คำแนะนำที่ดีมากกับคู่หนึ่ง กลายเป็นคำแนะนำที่อันตรายกับอีกคู่
“ลองคุยกันดีๆ สิ” ใช้ได้จริงกับเส้นทางแรก
กับเส้นทางที่สอง การเปิดปากพูดความจริงในห้องเดียวกับคนที่ควบคุมเราอยู่ แปลว่าเรายังต้องนั่งรถกลับบ้านไปกับคนคนนั้น
และเส้นทางที่สองมักถูกมองข้าม เพราะมันเงียบค่ะ
คนที่ควบคุมอีกคนได้อย่างแนบเนียน มักเป็นคนที่คนนอกชอบ สุภาพ ดูแลดี จำวันเกิดแม่ของอีกฝ่ายได้ขึ้นใจ
บ้านที่ต้องเรียกตำรวจจึงถูกมองว่าน่ากลัวกว่าบ้านที่ปราศจากเสียงเล็ดลอดออกมาเลยตลอดห้าปี สิบปี
แล้วชั้นที่คนพูดถึงน้อยที่สุด คือชั้นที่อยู่นอกตัวเราทั้งสองคน
Benjamin Karney และ Thomas Bradbury นักจิตวิทยาจาก UCLA เสนอกรอบที่บอกว่าคุณภาพความสัมพันธ์มาจากสามอย่างทำงานพร้อมกัน
ความเปราะบางที่แต่ละคนพกติดตัวมา
ความเครียดที่ชีวิตยัดใส่มือ
และวิธีที่สองคนรับมือร่วมกัน
งานที่ทดสอบกรอบนี้กับคู่แต่งงานใหม่ 388 คู่ ติดตามยาว 27 เดือน ได้ผลที่ชวนสะดุดใจ ความเครียดกับความเปราะบางส่งผลต่อความพึงพอใจในความสัมพันธ์โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านการสื่อสารเลย
แปลอีกรอบคือ ต่อให้คุยกันเก่งขึ้นแค่ไหน ความจนก็ยังกัดกินความสัมพันธ์อยู่ดี
บางความสัมพันธ์จึงพังลงในปีที่บริษัทปลดคน มากกว่าพังเพราะใครเปลี่ยนไปเป็นคนละคน
เราชอบเล่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของนิสัย เพราะมันเล่าง่ายกว่าการยอมรับว่าค่าเช่าที่ขึ้นทุกปีก็มีส่วนกับการที่เราขึ้นเสียงใส่กันเมื่อคืน
.
อีกคำที่ถูกใช้จนความหมายจางลงไปมาก คือ gaslighting
Paige Sweet นักสังคมวิทยาชาวอเมริกัน ลงพื้นที่สิบแปดเดือน สัมภาษณ์สี่สิบสามคน แล้วเสนอมุมที่พลิกความเข้าใจเดิม การทำให้อีกคนสงสัยในสติของตัวเอง จะทำงานได้ก็ต่อเมื่อคนพูดหยิบยืมอคติที่สังคมมีอยู่ก่อนแล้วมาใช้
ประโยคอย่าง “เธอคิดมากไปเอง” มีน้ำหนักขึ้นมาได้ ในโลกที่ผูกความเป็นหญิงไว้กับความไร้เหตุผลมานานหลายร้อยปี
ในโลกที่ปราศจากอคตินั้น ประโยคเดียวกันแทบไม่มีแรงอะไรเลย
ที่ยากกว่านั้นคือ ความเป็นพิษจำนวนมากไม่ได้ฝังอยู่ในตัวใครเลยสักคน มันอยู่ในวงจรที่สองคนสร้างขึ้นมาด้วยกัน
คนหนึ่งเข้าหาเพราะอยากให้เรื่องจบ อีกคนถอยเพราะรู้สึกถูกโจมตี การถอยถูกอ่านว่าไม่แคร์ การเข้าหาจึงแรงขึ้น การถอยจึงไกลออกไปอีก
วนแบบนี้ได้เป็นสิบปี โดยที่ทั้งสองคนเป็นคนดีจริงๆ
และตรงนี้เองที่การรีบสรุปว่าอีกฝ่ายเป็น narcissist ทำให้เราหลงทางกันเยอะอยู่
ความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบหลงตัวเองพบในประชากรราวหนึ่งเปอร์เซ็นต์ ขณะที่คนที่กำกับอารมณ์ตัวเองได้แย่ลงในวันที่เหนื่อยจัด มีอยู่แทบทุกบ้าน
การได้คำอธิบายที่ฟังดูหนักแน่นเร็วเกินไป มักทำให้เราหยุดมองสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริงตรงหน้า
ถ้าจะมีคำถามเดียวที่พาเราแยกสองเส้นทางนี้ออกจากกันได้ คำถามนั้นคงไม่ใช่ “เราทะเลาะกันแรงแค่ไหน” แต่เป็น “ตั้งแต่อยู่กับคนนี้ โลกของเรากว้างขึ้นหรือแคบลง”
ลองไล่ดูช้าๆ ในแบบของตัวเอง ว่าเพื่อนที่เคยเจอบ่อยยังได้เจออยู่หรือเปล่า เงินที่หามาได้เองยังตัดสินใจใช้เองได้ไหม ความเห็นที่เคยพูดออกไปตรงๆ ตอนนี้ยังพูดได้อยู่หรือเปล่า
คำถามนี้ตอบยากตรงที่ทุกอย่างมันเปลี่ยนช้ามากจนเรามักตามไม่ทัน ขอบเขตที่หายไปทีละนิดแทบไม่เคยรู้สึกเหมือนการสูญเสีย มันรู้สึกเหมือนการประนีประนอมที่สมเหตุสมผลในตอนนั้น
ถ้าคำตอบส่วนใหญ่คือแคบลง เรื่องนี้ต้องการความปลอดภัยมาก่อนทักษะการสื่อสาร
ถ้าคำตอบคือกว้างเท่าเดิมแต่เหนื่อยกันมาก คำถามถัดไปอาจเป็นว่าตอนนี้มีอะไรจากข้างนอกกำลังบีบเราสองคนอยู่บ้าง
ความสัมพันธ์ที่แย่กับความสัมพันธ์ที่อันตราย ต่างกันที่ชนิด มากกว่าต่างกันที่ระดับความเข้มข้น
คู่ที่เสียงดังใส่กันอาจกำลังเหนื่อยไปด้วยกัน ส่วนบ้านที่เงียบสนิทอาจเป็นบ้านที่มีคนหนึ่งเลิกพูดไปนานแล้ว
อย่าปล่อยให้คำว่า Toxic กลายเป็นกำแพงที่ขวางเราจากการทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ถ้าวันนี้ความสัมพันธ์ทำให้โลกของคุณแคบลงจนน่าอึดอัด สิ่งที่คุณต้องการอาจไม่ใช่การนั่งจับเข่าคุยกันดีๆ แต่คือการสร้างแผนที่ปลอดภัยเพื่อพาตัวเองออกมา
แต่ถ้าโลกของคุณยังกว้างเท่าเดิม เพียงแต่ตอนนี้มันหนักและเหนื่อยเหลือเกิน บางทีศัตรูของคุณอาจไม่ใช่คนที่นอนอยู่ข้างๆ แต่เป็นบิลค่าไฟ สภาพความกดดัน หรือวงจรเดิมๆ ที่คุณสองคนต้องหันหน้ามาร่วมกันรับมือ… แบบไม่ทำลายกันเองค่ะ