ชีวิตที่แท้จริงคือการพบกัน และการมองเห็นใครสักคนอย่างจริงแท้ ทำให้เราเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ขึ้น

ในร้านกาแฟ เราอาจมองคนหลังเคาน์เตอร์เป็นเพียงกลไกส่งคาเฟอีนเข้าสู่ร่างกาย…. เราบอกเมนู จ่ายเงิน รับแก้ว แล้วเดินจากไป

แต่บางวันเราสบตากัน เขาจำได้ว่าเรากินแบบไม่ใส่น้ำตาล เราหัวเราะกับเรื่องเล็ก ๆ เรื่องเดียวกัน และชั่วขณะหนึ่ง เขาไม่ได้เป็น “พนักงาน” ส่วนเราก็ไม่ได้เป็น “ลูกค้า”
เรากลายเป็นคนสองคนที่กำลังพบกันจริง ๆ

Martin Buber นักปรัชญาชาวยิวผู้เกิดในเวียนนา เรียกความแตกต่างนี้ว่าโลกของ I–It กับ I–Thou หรือ “ฉัน–มัน” กับ “ฉัน–เธอ” แนวคิดนี้ปรากฏใน Ich und Du หนังสือเล่มบางที่ตีพิมพ์ในปี 1923
เล่มบาง แต่พยายามรื้อบ้านปรัชญาตะวันตกเกือบทั้งหลัง

นับจาก Descartes พูดว่า “ฉันคิด ฉันจึงมีอยู่” เรามักจินตนาการว่าตัวตนคือสิ่งที่ตั้งมั่นอยู่ข้างใน เหมือนคนตัวเล็ก ๆ ประจำห้องควบคุมในหัว เราเป็น “ฉัน” ให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยเปิดประตูออกไปพบคนอื่น
Buber กลับมองตรงข้าม เขาเขียนว่าไม่มี “ฉัน” ที่ลอยอยู่โดด ๆ เพราะทุกครั้งที่เราพูดว่า “ฉัน” เรากำลังพูดหนึ่งในสองคำคู่เสมอ คือ ฉันที่สัมพันธ์กับ “มัน” หรือฉันที่สัมพันธ์กับ “เธอ”

ในโหมด I–It เรามองสิ่งต่าง ๆ จากระยะห่าง เราวัด เปรียบเทียบ จำแนก และนำไปใช้ คนคนหนึ่งกลายเป็นตำแหน่งงาน คะแนนสอบ โปรไฟล์หาคู่ ผู้ติดตาม หรือข้อมูลในแบบฟอร์ม
โหมดนี้ไม่ใช่บาปนะคะ หากไม่มีมันเราคงจัดตารางรถไฟ รักษาคนไข้ หรือซื้อของในตลาดไม่ได้ ปัญหาเริ่มขึ้นเมื่อมันกลายเป็นภาษาเดียวที่เราใช้กับโลก จนคนตรงหน้าหดเหลือเพียงคุณสมบัติบางอย่างที่เป็นประโยชน์กับเรา

ส่วน I–Thou เกิดขึ้นเมื่อเราหยุดยืนอยู่นอกความสัมพันธ์แล้วหันไปหาอีกฝ่ายอย่างเต็มตัว “เธอ” ไม่ใช่วัตถุที่เรารู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเขา แต่เป็นชีวิตหนึ่งซึ่งไม่มีวันสรุปหมดในประโยคเดียว นี่อาจเกิดขึ้นระหว่างคนรัก เพื่อน ครูกับนักเรียน คนแปลกหน้าบนรถเมล์ หรือแม้แต่ระหว่างมนุษย์กับต้นไม้ต้นหนึ่ง แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะต้นไม้เริ่มพูดได้ แต่เพราะชั่วขณะนั้นเราไม่ได้มองมันเป็นเพียงไม้กี่ลูกบาศก์เมตร ร่มเงากี่ตารางเมตร หรือฉากหลังสำหรับถ่ายรูป เราอยู่ต่อหน้าการมีอยู่ของมันจริง ๆ

ประโยคดังของ Buber จึงบอกว่า “ชีวิตที่แท้จริงทั้งหมดคือการพบกัน”

สิ่งที่น่าประหลาดคือ ในการพบกันแบบนี้ เราไม่ได้สูญเสียตัวเองเลยค่ะ ตรงกันข้าม เรากลับเป็นตัวเองชัดขึ้น Buber ไม่ได้ชวนให้สองคนละลายรวมกันเป็นก้อนความรู้สึกเดียว เขาสนใจพื้นที่ตรงกลางที่เรียกว่า das Zwischen “ระหว่าง” ฉันกับเธอ

ตัวตนนั้น…ไม่ได้ซ่อนอยู่ในถ้ำลึกของจิตใจ เพื่อรอให้เรานั่งคิดจนค้นพบ แต่มันปรากฏขึ้นจากวิธีที่เราตอบรับโลก เราอาจไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนใจเย็น จนได้ดูแลใครสักคนในวันที่เขาพัง เราอาจไม่เคยเชื่อว่าตัวเองกล้าหาญ จนมีคนมองเราอย่างไว้วางใจและทำให้เราต้องเลือกว่าจะหนีหรืออยู่ต่อ อีกฝ่ายไม่ได้แค่เห็นตัวตนของเรา บางครั้งเขาช่วยเรียกมันออกมา

แต่โศกนาฏกรรมอันงดงามของความเป็นมนุษย์ที่ Buber ชี้ให้เห็นก็คือ เราไม่อาจดำรงอยู่ในโหมด I–Thou ได้ตลอดเวลา เมื่อบทสนทนาจบลงหรือเราผละจากกัน ชั่วขณะแห่งการพบเจอจะสิ้นสุดลง และ “เธอ” (Thou) จะค่อย ๆ คืนสภาพกลับไปเป็น “มัน” (It) อีกครั้ง ความทรงจำหรือความรู้ที่เรามีต่อเขาจะกลายเป็นเพียงชุดข้อมูล นี่คือเหตุผลว่าทำไมชีวิตจึงไม่ใช่การบรรลุถึง I-Thou แล้วจบไป แต่คือการต้องคอยเปิดหัวใจเพื่อสร้างการพบกันครั้งใหม่อยู่เสมอ

ในภาษาเยอรมัน Du ก็คือคำว่า “you” หรือ “คุณ” นั่นเอง เพียงแต่เป็น “คุณ” แบบสนิท ใช้เรียกเพื่อน คนรัก หรือคนในครอบครัว จึงใกล้กับคำว่า “เธอ” มากกว่า “ท่าน”

เมื่อหนังสือเล่มนี้ถูกแปลเป็นอังกฤษครั้งแรกในปี 1937 โดย Ronald Gregor Smith เขาเลือกใช้คำว่า Thou ซึ่งเดิมก็เป็นคำเรียกคนคนเดียวแบบใกล้ชิด แต่สำหรับคนอังกฤษยุคใหม่ คำนี้แทบเหลืออยู่แค่ในคัมภีร์และบทสวด เลยฟังขรึมและศักดิ์สิทธิ์เกินไป Walter Kaufmann จึงแปลใหม่เป็น I–You เพื่อดึงความรู้สึกธรรมดาและใกล้ชิดของคำว่า Du กลับมา ในภาษาไทย ชื่อ Ich und Du จึงอาจแปลได้ง่ายที่สุดว่า “ฉันกับเธอ”

ส่วนคำว่า “เธอผู้เป็นนิรันดร์” (the Eternal Thou) คือชื่อที่ Buber ใช้เรียกพระเจ้า แต่ไม่ใช่พระเจ้าในฐานะสิ่งลึกลับที่เราจะจับมาอธิบาย พิสูจน์ หรือเก็บไว้เป็นความเชื่อของเราได้ เพราะทันทีที่เราทำเช่นนั้น พระเจ้าก็กลายเป็น “It” เป็นเพียงแนวคิดหนึ่งในหัว สำหรับ Buber พระเจ้าคือ “เธอ” ที่มนุษย์พบได้ผ่านความสัมพันธ์ ไม่ใช่วัตถุให้ศึกษา แต่เป็นผู้ที่เราหันไปหาและตอบรับ

เขาเชื่อว่าทุกครั้งที่เราเผชิญหน้ากับใครสักคนอย่างแท้จริง โดยไม่ลดให้เหลือเพียงบทบาท ประโยชน์ หรือภาพจำ ความสัมพันธ์นั้นกำลังเปิดออกไปสู่ “เธอผู้เป็นนิรันดร์” ด้วย พระเจ้าจึงไม่ได้รออยู่เฉพาะในโบสถ์หรือคัมภีร์ แต่อาจปรากฏขึ้นในชั่วขณะที่มนุษย์สองคนมองเห็นกันอย่างเต็มที่


แน่นอนว่าโลกของ Buber งดงามจนชวนให้ระวัง นักคิดร่วมสมัยอย่าง Franz Rosenzweig เห็นว่าเขาทำให้ I–It ดูด้อยเกินจริง
ส่วน Walter Kaufmann วิจารณ์น้ำเสียงของหนังสือว่าคล้ายคำพยากรณ์มากกว่าข้อโต้แย้งทางปรัชญา

และในโลกความเป็นจริง การพูดถึง “การพบกัน” ย่อมไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในยุคทุนนิยมและโลกดิจิทัลที่โครงสร้างทางสังคมหรืออัลกอริทึมมักบีบให้เรามองผู้อื่นเป็นเพียงคู่แข่ง ยอดไลก์ หรือทรัพยากร โครงสร้างอำนาจเหล่านี้ทำให้บางคนมีเสียงที่ดังกว่า ขณะที่บางคนถูกระบบบังคับให้เป็นเพียงวัตถุหรือเครื่องมือในสายตาผู้อื่น

แต่บางทีคุณค่าของ Buber ก็อาจจะไม่ได้อยู่ที่การมอบสูตรสำเร็จก็ได้นะคะ เขาเพียงเตือนว่าเราสามารถมีข้อมูลเกี่ยวกับคนคนหนึ่งมหาศาล โดยไม่เคยพบคนคนนั้นเลยก็ได้ และเราสามารถรู้จักใครบางคนเพียงชั่วครู่ แต่ถูกการพบครั้งนั้นเปลี่ยนไปตลอดชีวิต

เราไม่ได้เป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์เพราะเราคิดอยู่ตามลำพัง เรากลายเป็นมนุษย์ชัดขึ้น เมื่อมีใครบางคนไม่ยอมลดตัวเราเหลือเพียงบทบาท และเมื่อเราตอบแทนเขาด้วยการมองกลับไป ไม่ใช่ในฐานะ “มัน” แต่ในฐานะ “เธอ”

Related Posts