เรามองคนตรงหน้าแล้วรู้สึกว่า ถ้าเขาปรับตรงนี้อีกนิด ถ้าเขาเข้าใจเราอีกหน่อย ถ้าเขาค่อยๆ กลายเป็นแบบที่เราวาดไว้ ทุกอย่างน่าจะดีขึ้น เราอธิบายซ้ำแล้วซ้ำอีกเพื่อให้เขาเห็นตาม เรางอน เราง้อ เราเงียบ โดยแอบหวังว่าสักวันเขาจะอ่านบทที่เราส่งให้ แล้วเล่นมันได้ถูกต้องเสียที
ก่อนจะมารู้ตัวว่า เรากำลังเหนื่อยอยู่กับความจริงง่ายๆ ข้อเดียว
เขายังเป็นตัวเขาเองอยู่เหมือนเดิม
บางครั้ง เราก็อาจเคยเผลอรักคนคนหนึ่งในเวอร์ชันที่เราเขียนบทให้ มากกว่าจะรักเขาทั้งคน มนุษย์ที่มีชีวิต ความคิด และทิศทางเป็นของตัวเอง
งานสำคัญหลายชิ้นของ Jessica Benjamin นักจิตวิเคราะห์ชาวอเมริกันสาย relational psychoanalysis วนกลับมาหาคำถามเดียวเสมอ
ทำไมความรัก ที่ควรเป็นพื้นที่ของความใกล้ชิด ถึงไถลไปเป็นการครอบงำได้ง่ายขนาดนั้น
ในกรอบคิดของ Benjamin การครอบงำกันส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากความก้าวร้าวหรือความอยากมีอำนาจเพียงอย่างเดียว แต่มาจากความยากที่ลึกกว่านั้น คือความยากในการยอมรับว่า คนตรงหน้าเป็นมนุษย์อีกคนหนึ่งจริงๆ
คนคนนั้นไม่ได้เป็นตัวประกอบในเรื่องของเรา เขาเป็นมนุษย์มากเกินกว่าจะเป็นกระจกที่มีหน้าที่สะท้อนว่าเราถูก และเกินกว่าจะเป็นเครื่องมือที่มีไว้เติมเต็มความต้องการของเรา เขาเป็นคนอีกคนที่มีศูนย์กลางของความรู้สึก การรับรู้ และเจตจำนงเป็นของตัวเอง
เขามีโลกทั้งใบที่เราเข้าไม่ถึง มีเหตุผลที่เราอาจไม่เคยเข้าใจ มีความทรงจำบางอย่างที่เราไม่ได้อยู่ด้วย และมีสิทธิ์เลือกทางที่ไม่ตรงกับที่เราวางไว้
Benjamin เรียกภาวะที่คนสองคนยังมองเห็นกันในฐานะ “คนเต็มคน” ว่า mutual recognition
มันลึกกว่าการยอมรับในความหมายว่าเห็นด้วย หรืออนุญาตให้อีกฝ่ายเป็นแบบนั้น มันคือการมองเห็นว่า อีกฝ่ายเป็น subject เหมือนกับเรา เขาไม่ได้มีชีวิตอยู่เพียงเพื่อปรากฏในประสบการณ์ของเรา แต่เป็นเจ้าของประสบการณ์ของตัวเองด้วย
จุดที่แนวคิดนี้แหลมคมกว่าคำแนะนำทั่วไปอย่าง “จงยอมรับกันและกัน” อยู่ตรงปมย้อนแย้งข้อหนึ่ง
เราทุกคนอยากได้รับการมองเห็นจากคนที่เรารัก อยากให้เขาเข้าใจเรา ยืนยันว่าเรามีคุณค่า และรักเราอย่างที่เราเป็น แต่คำยอมรับนั้นจะมีความหมายได้ ก็ต่อเมื่อมันมาจากคนที่เป็นอิสระจากเรา
คนที่เห็นต่างได้ ปฏิเสธได้ หรือเดินจากไปได้ แต่ยังเลือกจะหันกลับมามองเรา
เพราะถ้าเราบีบให้อีกฝ่ายคิดอย่างที่เราคิด รู้สึกอย่างที่เราอยากให้รู้สึก และรักเราในแบบที่เรากำหนดไว้ คำยืนยันจากเขาก็จะค่อยๆ หมดน้ำหนักลง ยิ่งเราพยายามทำให้เขาเป็นอย่างที่ต้องการ เรายิ่งลบความเป็นตัวเขาออกไปทีละน้อย
จนวันหนึ่งอาจเหลือเพียงเงาที่เชื่อฟัง
และคำว่า “ฉันรักเธอ” จากเงาที่ไม่มีสิทธิ์เลือก ก็ให้สิ่งที่เราต้องการมาตั้งแต่แรกไม่ได้ เพราะสิ่งที่เราอยากได้จริงๆ ไม่ได้เป็นเสียงตอบรับจากใครก็ได้ เราอยากได้การยอมรับจากมนุษย์อีกคนที่มีชีวิตและเสรีภาพเป็นของตัวเอง
เมื่อการมองเห็นกันแบบนี้พังลง ความสัมพันธ์อาจตกเข้าสู่โครงสร้างที่ Benjamin เรียกว่า doer และ done-to หรือผู้กระทำกับผู้ถูกกระทำ
คนหนึ่งผลัก อีกคนถอย คนหนึ่งกล่าวหา อีกคนปิดตัว คนหนึ่งพยายามควบคุม ขณะที่อีกคนต่อต้านหรือยอมจำนน ก่อนบทบาทจะสลับกันไปมา
สิ่งที่เจ็บที่สุดคือ ในวงจรนี้ทั้งสองฝ่ายมักรู้สึกว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูกกระทำ
คนหนึ่งคิดว่า “ฉันต้องพูดแรง เพราะเธอไม่เคยฟัง” อีกคนคิดว่า “ฉันต้องเงียบ เพราะพูดอะไรไปก็โดนตัดสิน” ต่างฝ่ายต่างรู้สึกว่าสิ่งที่ตัวเองทำเป็นแค่การตอบสนองต่อสิ่งที่อีกคนทำก่อน จนไม่มีใครรู้สึกว่าตัวเองยังมีส่วนสร้างวงจรนี้อยู่
แต่ mutual recognition ไม่ได้เป็นสภาวะสงบที่คู่รักที่ดีจะรักษาไว้ได้ตลอดเวลา
มนุษย์เราหลุดกลับไปเป็น doer และ done-to ได้เสมอ โดยเฉพาะในวันที่กลัว เจ็บ อับอาย หรือรู้สึกว่าไม่มีใครมองเห็นเรา
บางครั้งเราฟังอีกฝ่ายโดยไม่ได้ฟังเพื่อเข้าใจ แต่ฟังเพื่อหาช่องโต้กลับ บางครั้งเราไม่ได้กำลังบอกว่าเราเจ็บ แต่กำลังพยายามทำให้อีกคนเจ็บพอกัน บางครั้งเราก็เผลอลดคนตรงหน้าให้เหลือแค่บทบาทเดียว คนผิด คนเห็นแก่ตัว คนไม่เคยเข้าใจ หรือคนที่ต้องเปลี่ยน
ความสัมพันธ์ที่โตแล้วจึงไม่ได้แปลว่าไม่เคยพัง
มันคือความสัมพันธ์ที่ยังหาทางกลับมามองเห็นกันใหม่ได้
Benjamin ใช้คำว่า thirdness อธิบายพื้นที่บางอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างคนสองคน พื้นที่ที่ “ความจริงของฉัน” กับ “ความจริงของเธอ” อยู่พร้อมกันได้ โดยไม่มีฝ่ายไหนต้องหายไป
เราอาจยังเห็นไม่ตรงกัน แต่ไม่ต้องทำให้อีกคนผิดเพื่อรักษาความจริงของตัวเองไว้ เราพูดได้ว่า “ฉันเข้าใจว่าทำไมเธอถึงรู้สึกแบบนั้น” โดยไม่ต้องต่อท้ายว่า “แล้วฉันผิดทั้งหมด” และเราก็พูดได้ว่า “สิ่งนี้ทำร้ายฉัน” โดยไม่ต้องประกาศว่าอีกฝ่ายเลวร้ายทั้งตัวตน
พื้นที่แบบนี้ไม่ได้เกิดเพราะเราเจอประโยคมหัศจรรย์ที่แก้ทุกอย่างได้ แต่มักเริ่มจากช่วงเวลาสั้นๆ ที่ใครสักคนหยุดโต้กลับ แล้วนึกขึ้นได้ว่า คนตรงหน้าไม่เคยเป็นศัตรูในฉากนี้
เขาเป็นมนุษย์อีกคนที่กำลังพยายามปกป้องบางอย่างในตัวเอง เหมือนที่เรากำลังทำอยู่
แต่การยอมรับว่าเขาเป็นคนละคนกับเรา ก็ไม่ได้แปลว่าเราต้องยอมทุกอย่าง
Benjamin ไม่ได้กำลังบอกให้เรากลืนตัวเองหายไปเพื่อรักษาความสัมพันธ์ เพราะการลบตัวเองทิ้งก็ทำลาย recognition อีกด้านเหมือนกัน ความสัมพันธ์ต้องการคนสองคนที่ยังอยู่ครบ
การมีขอบเขต การเห็นต่าง และการเป็นตัวเองต่อหน้าคนที่เรารัก จึงเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ความรักยังมีคนสองคนอยู่จริง มากกว่าจะเป็นรอยร้าวของมัน
เราขอให้อีกฝ่ายเปลี่ยนพฤติกรรมได้ เราพูดได้ว่า “สิ่งนี้ทำร้ายฉัน” เราขอให้เขาหยุดโกหก หยุดดูถูก หรือรับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำได้ เราบอกได้ว่า “ฉันอยู่กับเงื่อนไขแบบนี้ต่อไปไม่ได้”
สิ่งเหล่านี้ยังไม่ได้แปลว่าเรากำลังครอบงำเขาโดยอัตโนมัติ
ความต่างอยู่ตรงที่ว่า เรากำลังเจรจากับมนุษย์ที่มีสิทธิ์ตอบว่าไม่ หรือเรากำลังเขียนคำตอบเผื่อเขาไว้เรียบร้อยแล้ว
การเคารพเสรีภาพของอีกฝ่าย ก็ไม่ได้แปลว่าเราต้องอยู่รับผลจากทุกการตัดสินใจของเขา เขามีสิทธิ์เลือกว่าจะเปลี่ยนหรือไม่ และเราก็มีสิทธิ์เลือกว่าจะอยู่ต่อหรือเดินออกมา
การมองเห็นอีกฝ่ายเป็นคนเต็มคน จึงรวมถึงการยอมรับว่า บางครั้งเขาอาจเลือกสิ่งที่เราอยู่ด้วยไม่ได้
ความรักไม่จำเป็นต้องจบลงเพราะใครสักคนเลวร้ายเสมอไปหรอกค่ะ บางครั้งมันจบลงเพราะมนุษย์สองคนเลือกชีวิตคนละแบบ และไม่มีใครควรถูกลดทอนเพื่อทำให้เส้นทางสองเส้นดูเหมือนเป็นเส้นเดียวกัน
ส่วนที่ยากที่สุดของการรักใครสักคน มักไม่ได้อยู่ที่การรักข้อดีของเขา….ข้อดีนั้นรักง่ายอยู่แล้ว
ส่วนที่ยากกว่าคือการทนรับความจริงว่า เราไม่ได้เป็นผู้เขียนบทชีวิตของอีกฝ่าย
เรามีความหวังต่อเขาได้ แต่ใช้ความหวังนั้นเป็นสัญญาที่เขาไม่เคยเซ็นไม่ได้ เราเชื่อได้ว่าเขามีศักยภาพจะเติบโต แต่ก็ควรระวังการรักเพียงคนที่เขาอาจกลายเป็นในอนาคต จนมองไม่เห็นคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าในวันนี้
ในทางปฏิบัติ สิ่งที่พอทำได้อาจเริ่มจากการสังเกตตัวเองในจังหวะเล็กๆ
จังหวะที่เรากำลังแก้ไขเขาอยู่ในหัว กำลังเรียบเรียงว่าเขาควรคิดอะไร ควรรู้สึกยังไง ควรตอบแบบไหนถึงจะถูก หรือจังหวะที่เราฟังประโยคของเขาแล้วรีบแปลเป็นความหมายว่า “เขาไม่รักเรา” ทั้งที่เขาอาจแค่มองโลกต่างออกไป
ลองหยุดอยู่ตรงนั้นสักครู่ แล้วสังเกตว่า ตอนนี้เรากำลังคุยกับคนตรงหน้าจริงๆ หรือกำลังคุยกับภาพของเขาที่เราสร้างไว้ในใจ
บางครั้ง แค่การเห็นว่าเขาตัดสินใจต่างจากที่เราคาด แล้วเรายังอยู่ตรงนั้นได้โดยไม่รีบแก้ไขเขา ก็เป็นการฝึก mutual recognition ในแบบของตัวเองแล้ว
ค่อยๆ ยอมให้อีกฝ่ายทำเราประหลาดใจ ค่อยๆ ยอมรับว่าเราไม่ได้รู้จักเขาครบทุกมุม ต่อให้อยู่ด้วยกันมานานแค่ไหน
และเวลาที่เราหลุดกลับไปเขียนบทให้กัน (ซึ่งเราย่อมหลุดอยู่แล้ว) เราก็ไม่จำเป็นต้องลงโทษตัวเอง แค่ต้องรู้จักกลับมา
กลับมาถาม กลับมาฟัง แล้วกลับมายอมรับว่า ความจริงของอีกฝ่ายอาจไม่ได้มีไว้หักล้างความจริงของเรา
การรักคนคนหนึ่งอย่างที่เขาเป็น อาจเริ่มจากการยอมรับว่า ชีวิตของเขาไม่เคยเป็นทรัพย์สินของเรา
เขาเป็นของตัวเอง และเขาเดินมาข้างเราเพราะเขาเลือก การเลือกนั้นมีความหมาย ก็เพราะไม่มีใครบังคับให้เขาเลือกเรา
บางทีความรักที่ไม่ครอบงำ จึงไม่ได้แปลว่าในใจเราต้องว่างเปล่าไม่มีบทเลย แต่คือการจำให้ได้ว่า บทนั้นเป็นของเรา ไม่ได้เป็นชะตาที่อีกคนมีหน้าที่เล่นตาม
ความรักอาจไม่ได้พิสูจน์ตัวเองในวันที่อีกฝ่ายทำทุกอย่างตรงกับที่เราหวัง แต่อยู่ในวันที่เขาออกนอกบท แล้วเรายังมองเห็นว่าเขาเป็นมนุษย์เต็มคนอยู่
ลองนึกถึงคนที่เรารักสักคนดูนะคะ แล้วถามตัวเองเงียบๆ ว่า ตอนนี้เรากำลังรักเขาคนนั้นทั้งคน หรือกำลังรักเวอร์ชันของเขาที่เราเขียนไว้ในหัว