บางคนในชีวิตเรามักถูกจัดให้อยู่ในสถานะ “ผิดไว้ก่อน” เสมอนะคะ
ถ้าเขาพูดตรง เราก็มองว่าก้าวร้าว ถ้าเขาเงียบ ก็หาว่าหยิ่ง หรือถ้าเขาทำดีด้วย เราก็ระแวงว่ามีอะไรแอบแฝง พอเขาทำพลาดเมื่อไหร่ ในหัวเราจะมีประโยคที่รออยู่แล้วว่า “เห็นไหมล่ะ บอกแล้วไม่มีผิด”
แปลกดีที่พอเราวางใครไว้ในตำแหน่งนี้ ทุกสิ่งที่เขาทำจะยิ่งตอกย้ำภาพจำเดิมของเราให้ชัดขึ้น จนเราแทบไม่เคยหยุดทบทวนเลยว่า สายตาที่เราใช้มองเขานั้น มันยังตรงกับความเป็นจริงอยู่ไหม
Iris Murdoch นักปรัชญาและนักเขียน ได้อธิบายเรื่องนี้ผ่านตัวอย่างสมมติในบทความ The Idea of Perfection ไว้ดังนี้ค่ะ
แม่สามีคนหนึ่งไม่ชอบลูกสะใภ้เอาเสียเลย ในสายตาเธอ เด็กคนนี้ดูห้วนๆ ไร้รสนิยม ทำตัวเป็นเด็กน่ารำคาญ และดูต่ำต้อยกว่าลูกชายของเธอ แต่ด้วยความที่เป็นคนมีมารยาท แม่สามีจึงเก็บซ่อนความขุ่นเคืองไว้ และทำดีกับลูกสะใภ้มาตลอดโดยไม่ให้เสียงในหัวหลุดรอดออกมา
Murdoch เติมเงื่อนไขสำคัญว่า สมมติว่าลูกสะใภ้ย้ายไปต่างประเทศหรือเสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งแปลว่า ลูกสะใภ้ไม่มีทางเปลี่ยนพฤติกรรมอะไรให้เห็นได้อีก สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปนี้ จึงเป็นกระบวนการในใจของแม่สามีล้วนๆ
เมื่อเวลาผ่านไป แม่สามีผู้รู้จักวิจารณ์ตัวเอง เริ่มกลับมาตั้งคำถามว่า
“หรือจริงๆ แล้วฉันเองที่หัวโบราณ ใจแคบ หัวสูง และแอบอิจฉาเด็กคนนั้น”
เธอตัดสินใจบอกตัวเองให้ มองใหม่อีกครั้ง
พอค่อยๆ ทบทวน ภาพลูกสะใภ้ก็เปลี่ยนไป จากที่เคยมองว่า “ไร้รสนิยม” ก็กลายเป็นความ “เรียบง่าย”, ที่เคยดู “ไม่สง่า” กลายเป็น “ความเป็นธรรมชาติ”, และที่เคยรู้สึกว่า “เป็นเด็กน่ารำคาญ” ก็กลายเป็นความ “สดใสอ่อนเยาว์”
ลูกสะใภ้ไม่ได้ทำอะไรใหม่เพื่อให้แม่สามีเปลี่ยนใจเลย คนที่เปลี่ยนไปคือแม่สามีต่างหาก
เรื่องนี้ต่างจากการหลอกตัวเองด้วยการหาคำสวยหรูมาแทนคำด่า เพราะบางครั้งคำว่า “ห้วน” ก็อาจจะเป็นความจริงที่อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตรงที่สุด
ประเด็นที่ลึกกว่านั้นคือ เราเลือกใช้คำเหล่านั้นจากอะไร
แม่สามีเริ่มสำรวจรสนิยมและความอิจฉาของตัวเองที่อาจไปเคลือบทับภาพลูกสะใภ้ คำที่เปลี่ยนไปจึงเป็นแค่ร่องรอยของ การมองที่เปลี่ยนไป
Murdoch เรียกความใส่ใจแบบนี้ว่า Attention มันคือการมองอย่างยุติธรรมและมีความรัก มุ่งไปที่ความจริงของคนๆ หนึ่ง แทนที่จะปล่อยให้ความต้องการของเราไปกำหนดว่าเขาต้องเป็นคนแบบไหน
แนวคิดนี้ชี้ว่า ชีวิตทางศีลธรรมครอบคลุมมากกว่าแค่ตอนที่เราลงมือทำอะไรให้คนอื่นเห็น การพยายามมองคนอื่นให้เป็นธรรมขึ้น ก็มีความสำคัญในตัวมันเองแล้ว แม้พฤติกรรมภายนอกจะเหมือนเดิม (แม่สามีทำดีกับลูกสะใภ้อยู่แล้ว) และแม้จะไม่มีใครล่วงรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงข้างในนี้เลยก็ตาม
เพราะวิธีที่เรามอง จะโยงกับสิ่งที่เราเลือกทำเสมอ ถ้าเรามองเห็นแต่คนที่กำลังหาเรื่องเรา ทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่คือ “สู้กลับ” หรือ “ถอยหนี” โดยปราศจากพื้นที่ให้ความสงสัยใคร่รู้ว่าจริงๆ แล้วเขากำลังทำอะไรอยู่กันแน่
อย่างไรก็ตาม Murdoch ยอมรับว่าการมองใหม่ไม่ได้การันตีว่าเราจะเห็นถูกเสมอไป
ถ้าเราแค่เปลี่ยนจาก “เขาต้องมีเจตนาร้ายแน่ๆ” ไปเป็น “เขาต้องมีเหตุผลที่ดีแน่ๆ” โดยปราศจากการตรวจสอบอะไรเพิ่ม เราก็ยังคงทำผิดพลาดแบบเดิม นั่นคือการ “สรุปแทนเขา” เพียงแต่คราวนี้สรุปให้ดูสวยงามขึ้น
หากใครสักคนปฏิเสธคำชวนของเรา การปฏิเสธ คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ส่วน เขาดูถูกเรา คือสิ่งที่เราสรุปตามมา บางครั้งสิ่งที่ยุติธรรมกว่า คือการยอมรับตรงๆ ว่า “เรายังไม่รู้ว่าเขาปฏิเสธเพราะอะไร” แทนที่จะรีบคิดบวกไปเองว่าเขาคงยุ่งหรือเหนื่อย
การมองอย่างมีความรัก อนุญาตให้เรายอมรับข้อเสียของอีกฝ่ายตามความเป็นจริงค่ะ ยิ่งในความสัมพันธ์ที่มีการทำร้ายกันซ้ำๆ การจดจำสิ่งที่เกิดขึ้นนับเป็นสิทธิอันชอบธรรม การมองใหม่ไม่ได้ขอให้เราลบความจำ หรือหาคำอธิบายมาลดความเสียหายของสิ่งที่เขาทำ
มันเพียงแค่ชวนให้เราแยกให้ออกว่า ส่วนไหนคือ “สิ่งที่เขาทำ” และส่วนไหนคือ “สิ่งที่เราตีความไปเอง”
เราอาจจะเข้าใจเขามากขึ้น แต่ก็ยังเลือกรักษาระยะห่างเท่าเดิมได้ เข้าใจแล้ว ไม่จำเป็นต้องกลับไปสนิท
พออ่านเรื่องนี้จากฝั่งลูกสะใภ้ ก็มีความเจ็บปวดซ่อนอยู่อีกแบบ
เธอไม่มีส่วนร่วมใดๆ กับการเปลี่ยนภาพครั้งนี้เลย ไม่มีโอกาสได้อธิบายว่าตัวเองเป็นใคร ทุกอย่างขึ้นอยู่กับงานในใจของอีกคนล้วนๆ
ใครที่โตขึ้นแล้ว แต่ยังมีคนมองเห็นเป็นคนเมื่อสิบปีก่อน คงเข้าใจดี ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ที่มองเราเป็นเด็กดื้อเสมอ หรือเพื่อนเก่าที่จำเราในวันที่แย่ที่สุด ทุกครั้งที่เราพยายามเล่าว่าชีวิตเปลี่ยนไปแค่ไหน เขาก็จะมีประโยคเดิมรออยู่ว่า “ฉันรู้จักเธอดี”
สิ่งที่เราต้องยอมรับคือ การมองใหม่ เป็นงานของคนที่มอง
เราอธิบายตัวเองได้ บอกได้ว่าอะไรทำให้เราเจ็บปวด แต่เราทำหน้าที่มองแทนเขาไม่ได้ การเลิกพยายามพิสูจน์ตัวเองกับคนบางคน จึงอาจหมายถึงการยอมรับความจริงเพียงว่า “เราเปลี่ยนภาพนั้นแทนเขาไม่ได้ต่างหาก”
ความรัก คือการตระหนักว่าเขาคือสิ่งอื่นที่อยู่นอกเหนือจากตัวเรา….
ในบทความ The Sublime and the Good (ปี 1959) Murdoch ให้นิยามความรักไว้ว่า “มันคือการตระหนักอันยากยิ่งว่า มีสิ่งอื่นซึ่งอยู่นอกเหนือจากตัวเราดำรงอยู่จริง”
พอเอามาต่อยอดกับเรื่องแม่สามี ประโยคนี้น่าจะยิ่งชัดเจนขึ้น ความรักแบบนี้คือการยอมรับว่า อีกฝ่ายมีชีวิตที่เป็นเอกเทศจากความพอใจหรือขัดใจของเรา เขามีความคิด ประสบการณ์ และเหตุผลที่เราอาจจะยังไม่รู้ ความจริงของเขาไม่ได้จบลงแค่ตรงคำบรรยายที่เราหาไว้ให้
การมองใครอีกครั้ง อาจไม่ได้ทำให้เราชอบเขามากขึ้นเสมอไป แต่มันทำให้เราเลิกถือเอาว่า “ความไม่ชอบของตัวเอง” คือคำอธิบายตัวตนทั้งหมดของเขา
เขาไม่จำเป็นต้องกลายเป็นคนที่เราชอบ เราถึงจะมองเขาอย่างเป็นธรรมได้ค่ะ
ไม่ว่าวันนี้เราจะเป็น “แม่สามี” ที่เผลอถือภาพจำของใครไว้ หรือเป็น “ลูกสะใภ้” ที่ถูกขังอยู่ในอคติของใครบางคน ขอให้รู้ไว้ว่า… เราต่างมีพื้นที่กว้างขวางพอที่จะเติบโต และเป็นอะไรได้มากกว่าที่ใครจะด่วนสรุปค่ะ