คำตอบคือเยอะมากเลยใช่ไหมคะ
แต่ถ้าถามต่อว่า มีอะไรจากวันนี้ที่ยังอยู่กับเราจนถึงตอนนี้บ้าง คำตอบมักน้อยกว่าที่คิด บางวันแทบนึกไม่ออกเลยสักอย่าง
เราอยู่กับโลกมาทั้งวัน หรือแค่เคลื่อนผ่านมันมาเฉย ๆ
.
Hartmut Rosa นักสังคมวิทยาชาวเยอรมันจากมหาวิทยาลัยเยนา เสนอแนวคิด Social Acceleration ว่า สังคมสมัยใหม่ต้องเร่งความเร็วขึ้นเรื่อย ๆ เพียงเพื่อรักษาตัวเองให้อยู่ที่เดิม
เขาแยกความเร่งออกเป็นสามชั้นที่พันกันอยู่
เทคโนโลยีทำให้การเดินทาง การผลิต และการสื่อสารเร็วขึ้น การเปลี่ยนแปลงทางสังคมก็เร่งตาม ความรู้ อาชีพ ความสัมพันธ์ และสิ่งที่คนรอบตัวคาดหวังจากเราเปลี่ยนรูปเร็วกว่าเดิม
ทักษะที่เคยเพียงพอเมื่อไม่กี่ปีก่อนอาจใช้ไม่ได้แล้วในวันนี้ อาชีพหนึ่งอาจอยู่กับเราเพียงช่วงหนึ่งของชีวิต แม้แต่ตัวตนก็กลายเป็นสิ่งที่ต้องอัปเดตอยู่ตลอด
จังหวะชีวิตจึงเร่งตามไปด้วย เราพยายามทำให้ได้มากขึ้น รับข้อมูลให้มากขึ้น และเก็บประสบการณ์ให้มากขึ้นในเวลาเท่าเดิม
เรื่องย้อนแย้งคือ เทคโนโลยีที่ควรช่วยประหยัดเวลา กลับไม่ได้ทำให้เรามีเวลาว่างเพิ่มขึ้นเท่าไรเลยค่ะ
อีเมลใช้เวลาส่งน้อยกว่าจดหมายมหาศาล แต่เราก็ไม่ได้ส่งอีเมลปีละห้าฉบับ จำนวนข้อความและความคาดหวังโตเร็วกว่านาทีที่ประหยัดได้เสียอีก
ยิ่งทำอะไรได้เร็ว เราก็ยิ่งถูกคาดหวังให้ทำได้เยอะ
Rosa ใช้คำว่า frenetic standstill อธิบายสภาพนี้ เราวิ่งอย่างเร่งรีบ เพียงเพื่อพบว่าตัวเองยังยืนอยู่ที่เดิม
.
ผลที่ตามมามีมากกว่าความเหนื่อยค่ะ เราเริ่มมีความสัมพันธ์กับโลกในแบบที่ Rosa เรียกว่า Alienation หรือความแปลกแยก
ความแปลกแยกในความหมายนี้ไม่ได้แปลว่าเราตัดขาดจากโลก เราอาจเชื่อมต่อกับทุกอย่างตลอดเวลา ทำงานได้ คุยกับคนได้ ซื้อของได้ และรับข้อมูลได้มากกว่ามนุษย์ยุคไหน ๆ
เพียงแต่สิ่งเหล่านั้นเลิกพูดอะไรกับเราแล้ว
เพลงกลายเป็นเสียงพื้นหลังของการทำงาน หนังสือกลายเป็นจำนวนเล่มในเป้าหมายประจำปี การออกกำลังกายเหลือเพียงตัวเลขบนหน้าจอ สถานที่กลายเป็นหมุดที่ต้องไปเก็บให้ครบ ส่วนบทสนทนากลายเป็นช่วงเวลาที่เรารอให้อีกฝ่ายพูดจบเพื่อจะได้ตอบ
เรายังสัมผัสสิ่งต่าง ๆ อยู่ แต่ไม่ได้ยอมให้มันสัมผัสกลับเข้ามาข้างใน
Rosa เรียกภาวะแบบนี้ว่า mute relation ความสัมพันธ์กับโลกที่เงียบงัน เป็นความเงียบซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางเสียงจำนวนมหาศาล ทุกอย่างผ่านประสาทสัมผัสไป แต่แทบไม่มีอะไรทิ้งร่องรอยไว้ข้างใน
.
สิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับความแปลกแยกในความคิดของ Rosa คือ Resonance หรือความสั่นพ้อง
ความสั่นพ้องเริ่มจากการที่มีบางอย่างแตะเราก่อน อาจเป็นสายตาของใครสักคน ประโยคหนึ่งในหนังสือ เพลงที่เปิดมาโดยบังเอิญ งานที่กำลังทำ ต้นไม้ริมทาง หรือบทสนทนาที่ทำให้ความคิดเดิมของเราเริ่มสั่นคลอน
จากนั้นเราตอบกลับไป และรู้สึกได้ว่าคำตอบของเรามีผลต่อสิ่งที่อยู่ตรงหน้าจริง ๆ
คนทำขนมรู้ว่าแป้งกำลังตอบสนองต่อมือ คนเขียนพบว่าข้อความพาตัวเองไปไกลกว่าที่วางแผนไว้ คนสองคนคุยกันแล้วต่างฝ่ายต่างเดินออกมาเป็นคนที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย
ความสั่นพ้องจึงไม่จำเป็นต้องสงบ สุข หรือเห็นตรงกัน บทสนทนาที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งอาจทำให้เรากลับไปคิดใหม่ ขณะที่วงสนทนาซึ่งทุกคนพูดเหมือนกันหมดอาจเป็นเพียงเสียงสะท้อนที่ทำให้เราได้ยินตัวเองดังขึ้น
เสียงสะท้อนคืนสิ่งที่เราส่งออกไป ส่วนความสั่นพ้องต้องการให้ทั้งสองฝั่งมีเสียงของตัวเอง
.
เงื่อนไขสำคัญอีกข้อคือ ความสั่นพ้องเป็นสิ่งที่เราสั่งให้เกิดไม่ได้
เราซื้อตั๋วคอนเสิร์ตได้ แต่ซื้อความรู้สึกที่เพลงจะทำให้เกิดไม่ได้ จองทริปได้ แต่กำหนดไม่ได้ว่าสถานที่นั้นจะเปลี่ยนเราตรงไหน เริ่มบทสนทนาได้ แต่คำนวณไม่ได้ว่าประโยคใดจะไปแตะความจริงที่เราเคยหลบอยู่
มันเกิดขึ้นได้เพราะสิ่งตรงหน้ายังมีสิทธิ์พาเราไปในทิศทางที่ไม่ได้วางไว้
ซึ่งขัดกับวิธีใช้ชีวิตที่สังคมสมัยใหม่ฝึกเรามาพอสมควร
เราคุ้นกับการทำให้ทุกอย่างวัดได้ คำนวณได้ และควบคุมได้ การนอนต้องมีคะแนน งานอดิเรกต้องมีผลงาน การเดินทางต้องคุ้มค่า ความสัมพันธ์ต้องมีคำตอบชัดเจน แม้แต่การพักก็ยังต้องพักให้มีประสิทธิภาพ
โลกทั้งใบจึงค่อย ๆ กลายเป็นรายการสิ่งที่ต้องจัดการ และเมื่อเรามองทุกอย่างเป็นวัตถุสำหรับใช้งาน ปรับปรุง หรือเอาชนะ สิ่งเหล่านั้นก็หมดโอกาสพูดกับเรา
.
คำตอบของ Rosa จึงไม่ได้อยู่ที่การทำทุกอย่างให้ช้าลงค่ะ
ความเร็วสร้างความสั่นพ้องได้เหมือนกัน เราอาจพบมันตอนเต้น เล่นกีฬา ทำงานจนลืมเวลา หรือคุยกับใครสักคนอย่างออกรส ขณะที่ความเชื่องช้าซึ่งถูกบังคับ อย่างการรอคิวยาว ๆ หรือการนั่งอยู่ในห้องประชุมที่พูดอะไรไปก็ไม่มีผล ก็สร้างความแปลกแยกได้ไม่แพ้กัน
ความช้าจึงเป็นเครื่องมือหนึ่ง มากกว่าจะเป็นคำตอบในตัวเอง
คืนนี้ก่อนนอน เราอาจไม่ต้องนับว่าวันนี้ทำอะไรไปได้กี่อย่าง
ลองเลือกมาสักหนึ่งอย่างจากทั้งวัน สิ่งที่ยังทิ้งร่องรอยไว้ข้างในจนถึงตอนนี้
ถ้ามันมีอยู่จริง สิ่งนั้นคืออะไรคะ