ปรัชญาฉบับพกพา เครื่องมือรับมือความทุกข์ ที่ไม่ใช่การหลอกตัวเอง

ปรัชญาหลายสำนักที่คนยังอ่านกันถึงทุกวันนี้ เกิดจากคนที่เคยอยู่ในจุดที่เจ็บที่สุดของชีวิตค่ะ

Epictetus เกิดมาเป็นทาส Viktor Frankl รอดชีวิตจากค่ายกักกันนาซี ขณะที่พ่อ แม่ พี่ชาย และภรรยาของเขาไม่รอด ส่วนพระพุทธเจ้าเริ่มต้นทุกอย่างจากคำถามเดียว ว่าทำไมมนุษย์ต้องทุกข์

คำถามที่ทุกคนข้างบนนั้นพยายามตอบจึงเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวกว่าการทำให้ความทุกข์หายไป….ระหว่างที่ความทุกข์ยังอยู่ตรงนั้น เราจะอยู่กับมันแบบไหน

จุดที่ทุกข์ที่สุดยากเป็นพิเศษ เพราะความเจ็บไม่เคยมาแบบเดี่ยวๆ มันพาเสียงในหัวมาด้วย เสียงที่บอกว่าจะเป็นแบบนี้ไปตลอด เสียงที่ถามซ้ำว่าทำไมต้องเป็นเรา และเสียงที่บอกว่าเราควรรับมือได้ดีกว่านี้

.

Amy Arnsten นักประสาทวิทยาจาก Yale University อธิบายว่า เมื่อความเครียดพุ่งสูง สมองส่วนหน้าที่ใช้คิดไตร่ตรองจะทำงานได้แย่ลง แล้วระบบที่ตอบสนองแบบอัตโนมัติจะขึ้นมาคุมแทน

และนั่นทำให้วันที่เราต้องการความคิดที่ชัดที่สุด กลับเป็นวันที่เราคิดได้ยากที่สุด

ปรัชญาที่ช่วยได้ในช่วงนี้จึงต้องเรียบง่ายพอจะหยิบมาใช้ได้ แม้ในวันที่สมองเหนื่อยล้า

.

Epictetus เปิดคู่มือชีวิตของเขาด้วยการแบ่งโลกออกเป็นสองกอง

กองแรกคือสิ่งที่อยู่ในมือเรา ได้แก่ การตีความ ความตั้งใจ และการเลือกตอบสนอง
กองที่สองคือทุกอย่างที่เหลือ ทั้งร่างกาย ทรัพย์สิน ชื่อเสียง และการกระทำของคนอื่น

เขามองว่าสิ่งที่รบกวนใจเรา มักเป็นความเห็นที่เรามีต่อเหตุการณ์มากกว่าตัวเหตุการณ์เอง

Seneca นักปรัชญาสโตอิกอีกคนก็เขียนไว้ในจดหมายฉบับหนึ่งว่า เราทุกข์ในจินตนาการบ่อยกว่าทุกข์ในความเป็นจริง
ความทุกข์ที่หนักที่สุดมักมาจากตอนที่เราเอาแรงทั้งหมดไปดันกองที่สอง

ดันเท่าไหร่ก็ไม่ขยับ แล้วเราก็เหนื่อยจนไม่เหลือแรงให้กองแรก

.

พุทธศาสนามีภาพที่ชัดมากในสัลลัตถสูตร
คนที่ถูกลูกศรดอกหนึ่งยิงเข้าที่ร่าง แล้วถูกยิงซ้ำด้วยดอกที่สอง ย่อมเจ็บสองเท่า
ลูกศรดอกแรกคือความเจ็บที่เกิดขึ้นจริง การสูญเสีย ความผิดหวัง ร่างกายที่เจ็บป่วย
ลูกศรดอกที่สองคือความเศร้าโศก การคร่ำครวญ และการดิ้นรนทางใจที่เรายิงซ้ำเข้าไปเอง

ในชีวิตคนยุคนี้ ดอกที่สองมักมาในรูปประโยคที่คุ้นหูมาก

“ถ้าตอนนั้นเราทำอีกแบบ” “ทำไมเราอ่อนแอขนาดนี้” “คนอื่นเจอหนักกว่ายังไม่เห็นเป็นอะไร”

ดอกแรกเราเลี่ยงไม่ได้
ดอกที่สอง เราค่อยๆ วางลงได้

หลักอนิจจังช่วยตรงนี้อีกชั้นค่ะ ความรู้สึกที่หนักที่สุดตอนนี้ก็เป็นสภาวะหนึ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วเปลี่ยนไป แม้ในวันที่เรามองไม่เห็นเลยว่ามันจะเปลี่ยนตอนไหน

.

Viktor Frankl จิตแพทย์และนักประสาทวิทยาชาวออสเตรีย เขียนถึงสิ่งที่เขาเห็นในค่ายกักกัน
มีคนที่เดินไปปลอบคนอื่นในเรือนนอน มีคนที่ยื่นขนมปังชิ้นสุดท้ายให้คนที่หิวกว่า

เขาสรุปว่ามนุษย์ถูกพรากได้ทุกอย่าง ยกเว้นเสรีภาพข้อสุดท้าย คือการเลือกท่าทีต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

Frankl มองด้วยว่าความทุกข์จะหนักน้อยลง เมื่อเราหาความหมายบางอย่างในนั้นเจอ ความหมายนั้นอาจเป็นคนที่รอเราอยู่ งานที่ยังทำไม่เสร็จ หรือแค่การยืนยันกับตัวเองว่าเราจะผ่านวันนี้ไปให้ได้

.

Albert Camus นักเขียนและนักปรัชญาชาวฝรั่งเศส ใช้ภาพของซิซีฟัส ชายที่ถูกลงโทษให้เข็นหินขึ้นเขาชั่วนิรันดร์ หินกลิ้งกลับลงมาทุกครั้ง

แต่ Camus ชวนให้เราจินตนาการว่าซิซีฟัสมีความสุขได้ เพราะการเลือกเดินกลับลงไปเข็นหินต่อ ก็เป็นคำตอบในแบบของมันเองแล้ว
.

แต่ทั้งนี้… ปรัชญาทั้งหมดที่พูดถึงนี้ถูกใช้ผิดทางได้ง่ายมากค่ะ

การแยกสิ่งที่ควบคุมได้ออกจากสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ อาจกลายเป็นการกดความรู้สึกตัวเองลงไป หรือกลายเป็นการโทษตัวเองว่า “คิดมากไปเอง”

ทั้งที่ความทุกข์หลายอย่างมาจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง การถูกเลือกปฏิบัติ ความยากจน ความรุนแรง ระบบที่ไม่เป็นธรรม พวกนี้อยู่นอกหัวเรา และสมควรถูกแก้ด้วยการลงมือเปลี่ยน

Frankl เองก็ระบุชัดว่า การหาความหมายในความทุกข์ใช้กับความทุกข์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เท่านั้น ถ้าความทุกข์นั้นแก้ได้ สิ่งที่มีความหมายที่สุดคือการลงมือแก้ต้นเหตุ

การยอมรับในแบบพุทธก็ห่างไกลจากการยอมแพ้ มันคือการเห็นความจริงให้ชัดก่อนตัดสินใจว่าจะทำอะไรต่อ

.

ในวันที่หนักที่สุด ปรัชญาทั้งสามสำนักลงเอยที่เรื่องเล็กคล้ายกันอย่างน่าประหลาดใจ

เริ่มจากย่อเวลาให้สั้นลง ไม่ต้องคิดว่าจะผ่านเดือนนี้ไปยังไง คิดแค่ชั่วโมงนี้ แล้วถามตัวเองว่ามีอะไรเล็กๆ ที่อยู่ในมือเราบ้าง อาจเป็นการดื่มน้ำสักแก้ว อาบน้ำ หรือส่งข้อความหาใครสักคน

ลองบอกตัวเองตรงๆ ว่า “ตอนนี้เจ็บ” โดยไม่ต้องต่อท้ายด้วยเหตุผลหรือคำตัดสิน

แล้วค่อยๆ สังเกตประโยคที่ขึ้นต้นด้วย “ทำไม…” หรือ “ถ้าตอนนั้น…” ไม่ต้องสู้กับมัน แค่รู้ทันว่าลูกศรดอกที่สองกำลังมา ก็ช่วยได้มากแล้ว

และอย่าอยู่กับมันคนเดียว Epicurus นักปรัชญากรีกที่คนมักเข้าใจผิดว่าสอนให้หาความสุขทางวัตถุ กลับมองว่าในบรรดาสิ่งที่ปัญญามอบให้เพื่อชีวิตที่ดี มิตรภาพสำคัญที่สุด

.

สุดท้ายแล้ว ปรัชญาอาจลบความทุกข์ออกจากชีวิตเราไม่ได้
แต่มันช่วยให้เราเลิกยิงลูกศรใส่ตัวเองซ้ำ และมีที่ยืนมั่นพอจะรอให้วันที่หนักที่สุดผ่านไป

ลองเลือกพกเครื่องมือติดตัวไว้……การแยกสิ่งที่ควบคุมได้ การวางลูกศรดอกที่สอง หรือการเลือกท่าทีของตัวเอง

ขอให้ทุกความทุกข์ของทุกคน คลี่คลายโดยเร็วนะคะ

Related Posts