ลองนึกภาพคืนหนึ่งที่เราไถฟีด เจอข่าวปล้น คดีเด็กหาย คนทะเลาะกันบนรถไฟฟ้า ทั้งหมดนี้ต่อเนื่องกันยี่สิบนาที แล้วเราก็ลุกไปเช็กประตูอีกรอบทั้งที่ล็อกไปแล้ว ละแวกบ้านไม่ได้เปลี่ยนไปในยี่สิบนาทีนั้น แต่แผนที่ของโลกในหัวเราเปลี่ยนไปแล้ว นี่แหละคือสิ่งที่เกิดขึ้นค่ะ
ต้นทางของแนวคิดนี้มาจากงานของ George Gerbner นักวิชาการสื่อชาวฮังการี-อเมริกัน ผู้เริ่มโครงการ Cultural Indicators Project ในทศวรรษ 1960
เขาสนใจโทรทัศน์ในแบบที่ไม่ใช่ในฐานะเครื่องบันเทิง แต่ในฐานะ “นักเล่าเรื่องประจำสังคม”
ก่อนยุคทีวี เรื่องเล่าร่วมกันของคนมาจากครอบครัว ศาสนา ชุมชน นิทาน พิธีกรรม พอทีวีเข้าไปตั้งอยู่กลางห้องนั่งเล่น มันก็เริ่มเล่าให้คนนับล้านฟังทุกวันว่าโลกหน้าตาแบบไหน ใครคือคนดี ใครคือคนร้าย ปัญหาแก้ด้วยวิธีใด และใครที่เราควรกลัว
.
หัวใจของ Cultivation Theory ไม่ได้บอกว่าดูหนังฆาตกรรมเรื่องเดียวแล้วจะกลายเป็นคนหวาดระแวงทันที ผลของสื่อทำงานเหมือนหยดน้ำ
มันค่อย ๆ หล่อหลอมภาพความจริงผ่านการทำซ้ำ โดยเฉพาะในกลุ่มที่ Gerbner เรียกว่า heavy viewers หรือคนที่ดูทีวีเยอะและต่อเนื่อง เมื่อความรุนแรงในจอโผล่มาบ่อยกว่าความรุนแรงที่คนทั่วไปเจอในชีวิตจริง คนดูก็เริ่มประเมินสัดส่วนของมันผิด
โลกในความรู้สึกจึงค่อย ๆ กลายเป็นสถานที่แบบที่ Thomas Hobbes เคยบรรยายไว้ พื้นที่ที่ทุกคนต้องระวังทุกคน ชีวิตพร้อมกลายเป็นการต่อสู้ของคนกับคน ทั้งที่โลกจริงนอกหน้าต่างอาจไม่ได้เข้าใกล้ภาพนั้นเลย
เรื่องนี้เข้ากันดีกับกลไกที่เรียกว่า availability heuristic ค่ะ สมองเราไม่ได้คำนวณความเสี่ยงแบบนักสถิติ เรามักตัดสินว่าอะไรเกิดบ่อยจากความง่ายในการนึกถึงมัน ภาพความรุนแรงที่ชัดและสะเทือนอารมณ์ เราจึงนึกถึงมันได้เร็วกว่าตารางสถิติอาชญากรรมหลายสิบปี เครื่องบินตกครั้งเดียวติดอยู่ในหัวได้ดีกว่าเที่ยวบินนับล้านที่ลงจอดตามปกติ คดีสะเทือนขวัญคดีเดียวมีพลังเหนือประสบการณ์หลายพันวันที่เราเดินผ่านคนแปลกหน้าโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ข่าวไม่ได้โกหก เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจริง เพียงแต่สิ่งที่ “จริง” ไม่จำเป็นต้องมี “สัดส่วน” เท่ากับภาพที่เราเห็น
.
พอมาถึงยุคโซเชียลมีเดีย กลไกนี้ยิ่งซับซ้อน ทีวีเคยเล่าเรื่องชุดเดียวให้คนทั้งประเทศรับรู้ แต่ฟีดของแต่ละคนสร้างโลกคนละใบ ภัยพิบัติจากคนละเมือง คดีจากคนละประเทศ ความรุนแรงที่เกิดห่างกันหลายเดือน มาเรียงต่อกันในฟีดราวกับทั้งหมดกำลังเกิดพร้อมกันอยู่หน้าบ้านเรา ฟีดย่อโลกทั้งใบให้เหลือความยาวแค่นิ้วโป้ง และเหตุการณ์ที่กระตุ้นความโกรธ ความกลัว ความตกใจ ก็เดินทางได้ไกลกว่าเรื่องธรรมดา
ไม่มีใครแชร์คลิปชื่อ “เพื่อนบ้านหนึ่งหมื่นคนกลับถึงบ้านโดยปลอดภัย” เพราะความปกติไม่ค่อยมีคุณสมบัติของข่าว ความสงบเกิดขึ้นมากมาย แต่ทิ้งร่องรอยในความทรงจำน้อยกว่าความรุนแรง
งานวิจัยของ Intravia และคณะ ปี 2017 พบความสัมพันธ์ระหว่างการใช้โซเชียลมีเดียกับความกลัวอาชญากรรม งานของ Näsi และคณะ ปี 2020 ก็รายงานความสัมพันธ์กับความกลัวความรุนแรง แต่คำสำคัญคือ “ความสัมพันธ์” ไม่ใช่คำตัดสินว่าสื่อเป็นสาเหตุโดยตรง
นี่คือจุดที่คนวิจารณ์ Mean World Syndrome มาตลอด คนที่กังวลหรือระแวงอยู่แล้วอาจเลือกเสพข่าวรุนแรงมากกว่าอยู่ก่อน หรือคนที่อยู่ในพื้นที่อาชญากรรมสูงก็อาจทั้งตามข่าวเยอะและรู้สึกไม่ปลอดภัยเยอะ ปัจจัยอย่างฐานะ ประสบการณ์ตรง สุขภาพจิต อายุ สภาพชุมชน ความไว้ใจต่อสถาบัน เข้ามาเกี่ยวข้องได้หมด
งานวิจัยหลายชิ้นพบผลในระดับค่อนข้างเล็ก และโลกโซเชียลก็ยังใหม่เกินกว่าจะสรุปด้วยประโยคเดียวว่า “ดูข่าวมากแล้วจะกลัวโลก”
.
แต่ผลเล็กไม่ได้แปลว่าไม่มีความหมายหรอกนะคะ โดยเฉพาะเมื่อมันสะสมทุกวัน ความกลัวทำให้เราปลอดภัยขึ้นในบางสถานการณ์ก็จริง แต่พอมันขยายเกินสัดส่วน มันทำให้เราไม่ไว้ใจเพื่อนบ้าน มองคนต่างกลุ่มเป็นภัย สนับสนุนมาตรการรุนแรงเพียงเพราะมันให้ความรู้สึกมั่นคง หรือยอมเสียบางอย่างเพื่อแลกกับคำสัญญาว่าจะไม่มีอันตราย
ทางออกไม่ใช่ปิดข่าวทั้งหมดแล้วแกล้งทำเป็นว่าโลกไม่มีเรื่องเลวร้าย การรับรู้ความทุกข์ของคนอื่นก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นพลเมืองและเป็นมนุษย์ สิ่งที่สำคัญกว่าคือแยกให้ออกระหว่างความโดดเด่นของเหตุการณ์กับความถี่ของเหตุการณ์ ภาพนี้น่ากลัวจริง แต่มันเกิดบ่อยแค่ไหน เกิดที่ไหน แนวโน้มเพิ่มหรือลด และตัวเลขฐานที่เอามาเทียบคืออะไร
บางทีวิธีแก้ภาพโลกที่บิดเบี้ยวไม่ใช่การหาเนื้อหาด้านบวกมาหักล้างแบบฝืน ๆ แต่คือการกลับไปสัมผัสโลกที่ไม่ผ่านการตัดต่อ เดินในชุมชน จำชื่อคนขายของ คุยกับเพื่อนบ้าน อ่านข้อมูลระยะยาว สังเกตความร่วมมือเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นทุกวันโดยไม่เคยได้ขึ้นพาดหัว
โลกจริงไม่ได้ใจดีเสมอไป อันตรายมีอยู่ ความรุนแรงมีอยู่ ความระวังตัวก็จำเป็น แต่โลกไม่ได้มีแค่สิ่งที่ส่งเสียงดังที่สุดในฟีด การมองโลกตามจริงไม่ได้แปลว่ามองในแง่ดีหรือร้ายเกินไป มันคือการไม่ยอมให้ภาพน่ากลัวเพียงไม่กี่ภาพ ยึดพื้นที่ทั้งหมดในจินตนาการของเราไปครอง