อ่านใจตัวเองให้เป็น ทำความรู้จัก Emotion Literacy

เคยได้ยินคำนี้มั้ยคะ Emotional Literacy

เราพึ่งรู้จักคำนี้มาเมื่อไม่กี่ปีนี้เอง
คำมันฟังดูเหมือนวิชาที่ควรอยู่ในตารางเรียนข้างคณิตกับวิทย์ แต่ความจริงแล้ว มันโผล่มาในชีวิตเราบ่อยกว่านั้นมาก
โผล่มาตอนเช้าที่ตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกอึดอัด ทั้งที่ไม่ได้มีเรื่องร้ายอะไร
โผล่มาตอนอ่านแชตใครบางคนแล้วใจหวิว
หรือโผล่มาในวันที่พูดคำว่า “ไม่เป็นไร” ออกไป ทั้งที่ข้างในไม่ใช่แบบนั้นเลย

emotional literacy แปลตรงตัวคือ ‘การอ่านออกเขียนได้ทางอารมณ์’
ไม่ใช่การเป็นคนดราม่า ไม่ใช่การคิดมาก
แต่คือความสามารถในการรู้ว่า ตอนนี้เรากำลังรู้สึกอะไร แบบรู้สึกจริง ๆ
และความรู้สึกนั้นกำลังบอกอะไรกับเรา

ปัญหาคือ เราโตมาในโลกที่สอนให้เก่งในด้านเหตุผล
แต่ไม่ค่อยสอนให้เก่งการตั้งชื่อความรู้สึก
เด็กหลายคนรู้สูตรคูณก่อนรู้จักความต่างระหว่าง
โกรธ กับ ผิดหวัง
เหงา กับ ว่างเปล่า
เหนื่อย กับ หมดแรงทางใจ

พอโตขึ้น เราเลยใช้คำรวม ๆ แทนทุกอย่าง
“โอเค”
“เฉย ๆ”
“แย่”

ทั้งที่จริงแล้ว อารมณ์มันละเอียดกว่านั้นมาก

นักจิตวิทยาอย่าง Daniel Goleman เคยอธิบายว่า
การเข้าใจอารมณ์ของตัวเอง คือฐานรากของความฉลาดทางอารมณ์ทั้งหมด
เพราะถ้าเราไม่รู้ว่าข้างในกำลังเกิดอะไร
เราก็ยากจะสื่อสารกับคนอื่น หรือดูแลตัวเองได้ดี

ข่าวดีคือ emotional literacy ไม่ใช่พรสวรรค์
มันเป็นทักษะที่ฝึกได้ และการฝึกไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่หรือจริงจังแบบเข้าคอร์ส
มันเริ่มจากเครื่องมือเล็ก ๆ ที่ใช้ได้ทันทีในชีวิตประจำวัน

อย่างแรกคือ การเพิ่มคำศัพท์อารมณ์
ลองสังเกตดูสักวันว่าเราพูดคำว่า “โอเค” “ไม่โอเค” กี่ครั้ง
แล้วลองเปลี่ยนมันเป็นคำที่แม่นขึ้นอีกนิด
เช่น
“โล่งใจขึ้นนิดหน่อย”
“อึดอัดแต่ยังไหว”
“เหนื่อยแบบไม่อยากคุยกับใคร”

แค่เปลี่ยนคำ สมองก็เริ่มแยกแยะได้ว่า
อารมณ์นี้ต้องการการพัก การพูด หรือการปล่อยผ่าน

อีกเทคนิคหนึ่งที่นักจิตวิทยาใช้กันเยอะคือ
Name it to Tame it
แนวคิดของ Dan Siegel ที่บอกว่า แค่เรา เรียกชื่ออารมณ์ได้ถูกต้อง สมองส่วนอารมณ์จะค่อย ๆ สงบลงเอง

แทนที่จะบอกตัวเองว่า “ฉันแย่มาก”
ลองพูดว่า
“ตอนนี้ฉันกำลังรู้สึกผิดหวังและกลัวว่าจะไม่ดีพอ”

มันไม่ทำให้ปัญหาหายไปทันที แต่มันทำให้เราหยุดจมอยู่ในอารมณ์แบบก้อนใหญ่ที่จับต้องไม่ได้
อารมณ์จากสัตว์ร้าย จะกลายเป็นสัตว์ที่มีชื่อ มีรูปร่าง และเมื่อมีชื่อ มันก็เริ่มคุยกันได้

เมื่อเราอ่านอารมณ์ตัวเองได้ชัดขึ้น การตัดสินใจจะตรงขึ้น คำพูดจะอ่อนโยนขึ้น
และความสัมพันธ์ ทั้งกับคนอื่นและกับตัวเราเอง จะจริงขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ

emotional literacy นี่ เราคิดว่าก็ไม่ถึงกับทำให้ชีวิตง่ายค่ะ
แต่มันทำให้เราไม่ต้องหลงทางอยู่ในความรู้สึกเดิมซ้ำ ๆ และบางที การเติบโตอาจไม่ใช่การควบคุมอารมณ์ให้เก่งขึ้น แต่อาจเป็นการเข้าใจมันให้ลึกขึ้น เหมือนเรียนรู้ภาษาใหม่ ที่พอเริ่มฟังออก เราจะค่อย ๆ เข้าใจตัวเองมากขึ้นทุกวัน

และถ้าจะเริ่มฝึกวันนี้เลย
อาจจะแค่หยุดสักครู่
แล้วลองถามใจตัวเองเบา ๆ ว่า
ความรู้สึกที่อยู่ข้างในตอนนี้…
ถ้ามันมีชื่อจริง ๆ มันอยากถูกเรียกว่าอะไร

Related Posts