เคสโรงงานแอร์ที่กำลังเจรจาเรื่องโบนัสกันหนัก จนบริษัทเลือกกดปุ่ม “ปิดงานชั่วคราว” ให้คนหยุดทำงานทั้งแผง ในส่วนของรายละเอียดน่าจะมีหลายสื่อย่อยที่มาที่ไปออกมาสื่อสารกันเยอะแล้ว
แต่รากของเรื่องนี้ ไม่น่าจะเริ่มจากช่วงเวลานี้หรอก น่าจะลากยาวมาหลายชั่วรุ่นแล้ว เหมือนโค้ดเก่าที่ฝังอยู่ในระบบของประเทศและยังทำงานอยู่เงียบ ๆ
ขออนุญาตลองหาข้อมูลและลองทำความเข้าใจดู
เราโตมาในภูมิทัศน์ที่ระบบอุปถัมภ์คือพื้นหลังถาวร เหมือน UI ที่ลบไม่ได้ นายจ้างถูกวาดให้เป็น “ผู้ใหญ่ใจดี” เสียเป็นจำนวนมาก ส่วนลูกจ้างเหมือนเด็กที่ควรนั่งตัวตรงและไม่สร้างเรื่อง การเรียกร้องสิทธิจึงถูกมองคล้ายการทำผิดกฎอะไรสักอย่างที่ไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่ามันถูกตั้งขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไร
ความเกรงใจเลยกลายเป็นสกิลพาสซีฟประจำคลาสแรงงานที่ได้มาตั้งแต่วันแรกที่เริ่มงานโดยไม่ต้องอัปเองด้วยซ้ำ
แล้วยุคสงครามเย็นก็เหมือน expansion pack ของความกลัวที่ติดตั้งลงในหัวคนทั้งประเทศโดยไม่ถามความสมัครใจ สหภาพแรงงานถูกทำให้เป็นตัวร้ายในหนังฮีโร่ยุคก่อน มืด หม่น และ ทำให้ความสงบสั่นคลอน ทั้งที่แท้จริงสิ่งนี้เป็นเพียงการรวมตัวของคนธรรมดาที่อยากให้งานและชีวิตพอจะยุติธรรมขึ้นอีกนิด แต่เมื่อภาพซ้ำ ๆ ถูกฉายวนเหมือนคลิปไวรัลก่อนนอน คนก็เริ่มเชื่อว่าสหภาพคืออสูร และนายทุนคืออัศวินขี่ม้าขาวที่สร้างงานให้เรา
พอพูดถึงกฎหมาย ก็เหมือนเล่นเกมที่ตั้งค่า default ไว้ให้ผู้เล่นอ่อนแรงกว่าเสมอเลย สหภาพในไทยถูกบังคับให้แยกย่อยเป็นชิ้นเล็กเหมือนปาร์ตี้ที่โดนแยกเดินคนละแผนที่ ทำให้เสียงที่ควรจะดัง กลายเป็นเสียงกระซิบที่หายไปในโรงงานแต่ละแห่ง
และสำหรับแรงงานนอกระบบนั้นไม่มีแม้แต่ทางให้รวมตัวตั้งแต่แรก ยิ่งทำให้สหภาพดูเหมือนของไกลตัว ทั้งที่มันควรเป็นของใกล้มือมากที่สุด
แต่ตัวละครลับที่สุดในฉากนี้ คือมายาคติทุนนิยมแบบ ‘ว่าที่เศรษฐี’ ที่ทำงานคล้ายบัฟความหวัง มันทำให้หลายคนรู้สึกว่าเราไม่ใช่แรงงานหรอก เราแค่เป็นผู้ประกอบการที่ยังไม่รู้ตัวเองเท่านั้น วันหนึ่งอาจมีโรงงานเป็นของตัวเองก็ได้ แล้วใครจะอยากสนับสนุนสิ่งที่ดูเหมือนจะขัดความเจริญของเจ้าของกิจการ (ที่เราน่าจะได้เป็น) ล่ะ
ทั้งหมดนี้ไม่ได้แปลว่าคนไทย เข้าใจผิด หรือ ถูกหลอกง่าย อะไรแบบนั้นเลย
มันอาจเป็นเพราะเราเติบโตมาในภูมิทัศน์ที่ถูกวางทับกันหลายชั้น วัฒนธรรมที่สอนให้เกรงใจจนชิน กฎหมายที่ทำให้เสียงของคนธรรมดาแผ่วลงกว่าที่ควร และประวัติศาสตร์ที่ให้เรากลัวการรวมตัวมากกว่ากลัวความไม่ยุติธรรมเสียอีก เลยไม่แปลกที่บางคนจะรู้สึกยืนข้างนายทุนแล้วปลอดภัยกว่า ทั้งที่บางทีเราก็ยืนอยู่บนพื้นที่ที่บอบบางสำหรับตัวเราเองโดยไม่รู้ตัว
บางที จุดเริ่มต้นของการมองเห็นสิ่งนี้ อาจไม่ใช่การเปลี่ยนใจใครทันที แค่เริ่มฟังเสียงเบา ๆ ของเพื่อนร่วมงาน หรือนึกถึงวันที่เรารู้สึกว่าโลกการทำงานมันไม่แฟร์เท่าไร… เสียงเหล่านั้นอาจกลายเป็นไฟฉายเล็ก ๆ ที่ช่วยปรับมุมกล้องให้เห็นฉากหลังของชีวิตเราได้ชัดขึ้น และทุกครั้งที่มองดี ๆ เราจะพบว่ามันมีเลเยอร์มากกว่าที่คิดเสมอ
แน่นอนว่าทั้งหมดทั้งมวลเป็นแค่การพยายามทำความเข้าใจคำถามในหัวของตัวเราเองนะคะ สำหรับเราหัวข้อนี้ครุ่นคิดค่อนข้างยาก ใครมีคำตอบอื่นสำหรับคำถามนี้แลกเปลี่ยนกันได้ค่ะ