Trauma ของคนหน้างานในภัยพิบัติ บาดแผลที่ซ่อนอยู่กลางความวุ่นวาย

ในทุกภัยพิบัติ สิ่งที่เราเห็นก่อนคือบ้านที่พัง ถนนที่จมหาย และผู้ประสบภัยที่ต้องการความช่วยเหลือทันที

แต่มีอีกภาพหนึ่งที่เงียบกว่าและก็มักจะจมไปพร้อมเสียงความวุ่นวายของสถานการณ์ สิ่งนั้นคือบาดแผลทางใจของคนหน้างาน คนที่ไม่ใช่แค่เห็นเหตุการณ์ แต่ต้องอยู่กับมันทั้งวัน ทั้งคืน ทุกลมหายใจ ระหว่างที่พยายามช่วยชีวิตใครบางคนให้ผ่านคืนหนึ่งไปให้ได้

ณ ตอนนี้ ….ปลายพฤศจิกายน 2025 คืออีกครั้งที่ภาคใต้ต้องเผชิญความเสียหายครั้งใหญ่ น้ำท่วมหลายจังหวัด ฝนตกหนักหลายวันจนมีรายงานว่าบางพื้นที่วัดปริมาณน้ำฝนได้สูงสุดในรอบสามร้อยปี ผู้คนนับล้านชีวิตต้องรับมือกับไฟดับ ถนนขาด และสัญญาณมือถือล่ม ขณะเดียวกัน เด็กเล็ก ผู้ป่วยติดเตียง และผู้สูงอายุจำนวนมากถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง รอความช่วยเหลือในบ้านที่มีเพียงแสงจากไฟฉายและเสียงน้ำที่ไหลไม่หยุด

ในทุกความโกลาหล มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เรามักลืมถามว่า “คุณโอเคไหม” นั่นคือคนที่ลงไปช่วยในพื้นที่ ทั้ง นักข่าว อาสาสมัคร เจ้าหน้าที่สาธารณสุข คนขับเรือกู้ภัย และชาวบ้านที่ยอมลุยน้ำไปช่วยเพื่อนบ้านก่อนใคร

พวกเขาอาจไม่ใช่คนที่บ้านจม แต่เป็นคนที่ถูก ‘ภาพและเสียงของความสูญเสีย’ ทับซ้อนเข้ามาในใจอย่างต่อเนื่อง จนเกิดบาดแผลแบบที่ผู้เชี่ยวชาญเรียกว่า vicarious trauma หรือ บาดแผลทางใจจากการเห็นคนอื่นเจ็บปวดซ้ำ ๆ

หลังสึนามิปี 2547 งานวิจัยหลายฉบับรายงานว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยกว่า 30–40% มีอาการคล้าย PTSD ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในจุดคลื่นซัดจริง เพราะการเห็นศพ การค้นหาผู้สูญหาย และเสียงร้องไห้ที่ต้องเผชิญหลายชั่วโมงต่อวัน ทำให้ระบบประสาททำงานเกินระดับปกติเป็นเวลานาน

ในน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 บุคลากรทางการแพทย์จำนวนมากในปทุมธานีเล่าถึงภาวะ ‘ตรึงค้าง’ ซึ่งคือ การตื่นตัวเกินปกติ หัวใจเต้นเร็ว หูไวต่อเสียง และนอนไม่หลับหลายคืนติดต่อกัน แม้จะกลับบ้านแล้วก็ตาม

ภารกิจถ้ำหลวงก็เช่นกัน ทีม MCATT จากกรมสุขภาพจิตระบุชัดเจนว่า เจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย รวมถึงคนที่ไม่ได้เข้าไปในถ้ำ จำเป็นต้องได้รับการดูแลด้านจิตใจ เพราะความตึงเครียดสะสมจากการ “เห็น” และ “รับรู้” ความเป็นความตาย ก็สร้างบาดแผลได้ไม่ต่างจากการเจอเหตุการณ์ตรง ๆ

เหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ปีนี้สะท้อนภาพเดียวกัน หลายคนโพสต์ว่า
– นอนไม่หลับแม้เหนื่อยล้า
– ใจสั่นเมื่อได้ยินเสียงฝนกระทบหลังคา
– รู้สึกผิดทุกครั้งที่ต้องพัก
– น้ำตาไหลตอนเห็นเหตุการณ์ที่ตัวเองไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรง

ทั้งหมดนี้คือสัญญาณของ vicarious trauma ที่เกิดขึ้นอย่างเงียบ ๆ ในใจของคนทำงานหน้างาน

ในระดับบุคคล การใช้เทคนิค grounding เช่นการวางมือลงบนพื้นแข็ง หายใจลึกช้า และยอมรับความรู้สึกที่เกิดขึ้นโดยไม่ตัดสินตัวเอง สามารถช่วยให้สมองลดระดับเตือนภัยลง การตั้งขอบเขต เช่น พักจากข่าวทุกสองชั่วโมง หรือพูดออกมาว่า “พอแล้วสำหรับวันนี้” ช่วยลดความล้าสะสมได้จริงตามงานวิจัยด้านจิตบำบัด

ในระดับองค์กร การจัด session พูดคุยหลังภารกิจ การอบรมผู้ปฏิบัติงานให้เข้าใจ trauma ของตัวเอง และการเข้าถึงนักจิตวิทยาแบบทันที เป็นสิ่งที่หลายประเทศทำจนเป็นมาตรฐาน แต่ในไทยยังทำได้ไม่ทั่วถึงเท่าที่ควร ทั้งที่มันช่วยป้องกัน burnout เรื้อรังได้อย่างมีนัยสำคัญ

และในระดับนโยบาย เรามีคู่มือ MCATT (Mental Health Crisis Assessment and Treatment Teams) อยู่แล้ว คำถามคือ เราได้นำมันไปใช้ในทุกจังหวัดแล้วหรือไม่ การประกาศให้การดูแลใจของคนหน้างานเป็นเรื่อง “ต้องทำ” ไม่ใช่ “ทำได้ถ้าว่าง” คือจุดเริ่มต้นสำคัญของการปกป้องคนที่ช่วยปกป้องเราอีกที

ท้ายที่สุด ภัยพิบัติไม่ได้ทำร้ายเฉพาะพื้นที่ที่น้ำไหลผ่าน แต่มันทำร้ายใจของคนที่ลงไปอยู่แถวหน้าที่สุดด้วย แบบที่มองไม่เห็นในภาพข่าว แต่สะสมหนักในทุกคืนที่กลับบ้านด้วยหัวใจที่ยังไม่ทันได้พัก

มาช่วยประคับประคองกันและกัน อย่างไม่ลืมผลกระทบความเจ็บปวดของใครกันนะคะ

Related Posts