เราอาจไม่ได้คิดดีขึ้นตอนใกล้เดตไลน์

“ฉันคิดงานได้ดีตอนใกล้เดดไลน์”

ประโยคนี้ก็ฟังขึ้นอยู่นะคะ โดยเฉพาะเวลานึกถึงงานที่ค้างมาหลายวัน แต่กลับทำเสร็จได้ในคืนก่อนส่ง
พอเวลาเหลือน้อย เราก็เลิกคิดวน ตัดสินใจ แล้วลงมือทำจนจบ

แต่ตรงนี้มีสองเรื่องที่ควรแยกกัน คือเราทำงานเสร็จเร็วขึ้น หรือเราคิด และทำงานดีขึ้นได้จริงๆ

การส่งงานทันเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่งแน่นอน เพียงแต่มันยังบอกไม่ได้ว่า ความเร่งช่วยให้เราคิดดีขึ้น หรือทำให้เราต้องเลือกวิธีที่พอใช้ได้ เพราะไม่มีเวลาลองอย่างอื่นแล้ว

ทีมวิจัยของ Teresa Amabile จาก Harvard Business School เคยศึกษาความเกี่ยวข้องระหว่างความกดดันเรื่องเวลากับการคิดสร้างสรรค์ โดยติดตามพนักงาน 177 คน และเก็บแบบสอบถามกับบันทึกรายวันได้มากกว่าเก้าพันชุด

พวกเขาไม่ได้ถามแค่ว่า “วันนี้รู้สึกสร้างสรรค์แค่ไหน” แต่ให้ผู้ประเมินอ่านบันทึกด้วย เพื่อดูว่ามีเหตุการณ์ที่บ่งบอกถึงการคิดสร้างสรรค์หรือไม่ เช่น การเสนอแนวคิดใหม่ หรือการค้นพบทางแก้ปัญหา

และผลคือ โดยรวม วันที่คนรู้สึกกดดันเรื่องเวลามาก กลับพบหลักฐานการคิดสร้างสรรค์ในบันทึกน้อยลง แต่คนทำงานเองกลับรู้สึกว่าตัวเองสร้างสรรค์มากขึ้นในวันที่กดดันเหล่านั้น

ยิ่งไปกว่านั้น ผลของวันที่กดดันสูงยังตามไปถึงวันรุ่งขึ้น แล้วก็วันถัดจากนั้นไปอีก

สิ่งที่รู้สึก กับสิ่งที่ปรากฏในบันทึก ไม่ได้ตรงกันเสมอไป

ไม่ได้แปลว่าคนกลุ่มนี้ทำงานไม่ดี หรือสิ่งที่ทำไปทั้งวันไม่มีประโยชน์นะคะ
งานวิจัยนี้ดูเรื่องการคิดสร้างสรรค์ ไม่ได้วัดคุณค่าของงานทุกชนิด การตอบคำถามลูกค้า ประสานงาน หรือแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ก็อาจเป็นสิ่งจำเป็นที่ช่วยให้งานเดินต่อได้

เพียงแต่การจัดการเรื่องตรงหน้าได้มาก กับการคิดหาวิธีใหม่ได้ เป็นคนละเรื่องกัน

สมมติว่าเราดูแลบริการอย่างหนึ่ง ลูกค้ามักเจอปัญหาเดิมแล้วส่งข้อความมาถาม เราอาจตอบทุกคนได้ครบและเร็วมาก ซึ่งเป็นงานที่มีประโยชน์

แต่ถ้าสิ่งที่ตั้งใจไว้คือหาวิธีไม่ให้ลูกค้าต้องเจอปัญหานี้อีก การตอบข้อความครบก็ยังไม่ได้แปลว่าเราแก้ปัญหานั้นไปแล้ว

วันที่ตอบข้อความครบทุกคน กับวันที่ปัญหาถูกแก้จนไม่มีข้อความเข้ามาอีก เป็นวันคนละแบบกัน
เราจึงเหนื่อยเต็มที่จากงานหนึ่ง โดยที่งานอีกอย่างยังอยู่ที่เดิม

แต่งานศึกษาของ Amabile ก็ไม่ได้บอกว่าความกดดันเป็นเรื่องเสียหายเสมอไป

ทีมวิจัยพบว่า วันที่เร่งมากและยังเกิดความคิดสร้างสรรค์ได้ มักมีลักษณะต่างจากวันที่เร่งแล้วคิดอะไรไม่ออก พวกเขาเรียกความต่างนี้ว่า การอยู่ใน “ภารกิจ” กับการอยู่บน “ลู่วิ่ง”

ลองนึกถึงวันที่มีปัญหาสำคัญให้ทีมช่วยกันแก้ ทุกคนรู้ว่ากำลังทำอะไร ทำไมต้องรีบ และมีคนช่วยรับเรื่องอื่นไว้ เพื่อให้ทีมได้อยู่กับปัญหานั้น

แม้จะเหนื่อยและเวลาน้อย แต่เราไม่ต้องคอยเปลี่ยนไปทำเรื่องใหม่ทุกสิบนาที วันแบบนี้ใกล้กับคำว่า “ภารกิจ”

อีกวันหนึ่งอาจเร่งไม่แพ้กัน แต่เช้าเข้าประชุม สายแก้งาน ดึกกลับมาแก้อีกรอบตามคำสั่งใหม่ ระหว่างนั้นมีข้อความให้ตอบตลอด
พอเริ่มคิดเรื่องหนึ่งได้ ก็ต้องหยุดไปจัดการอีกเรื่อง วันแบบนี้ใกล้กับการอยู่บน “ลู่วิ่ง”

ในงานศึกษานี้ วันที่กดดันและยังคิดสร้างสรรค์ได้ มักเป็นวันที่คนมีเรื่องให้จดจ่อ และเข้าใจว่าทำไมสิ่งที่ทำจึงสำคัญ

จึงยังสรุปไม่ได้ว่า ความกดดันทำให้คิดดีขึ้น เรารู้เพียงว่า คนยังคิดสร้างสรรค์ได้แม้ถูกกดดัน เมื่อมีเงื่อนไขที่ช่วยให้ทำงานได้

ส่วนวันที่ไม่เร่งก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องเฉื่อยชาเสมอไป ทีมวิจัยพบทั้งวันที่คนทำงานไปตามความเคยชิน และวันที่คนใช้เวลาสำรวจ ทดลอง หรือพัฒนาแนวคิดใหม่
ความกดดันต่ำจึงเปิดโอกาสให้คิดได้เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับว่าวันนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง

พอมองแบบนี้ สิ่งที่ต้องจัดการจึงมีมากกว่าเดดไลน์ค่ะ มันรวมถึงงานอื่นที่เราต้องทำระหว่างทางด้วย

สมมติว่าพรุ่งนี้ทีมต้องหาวิธีแก้ปัญหาที่ลูกค้าเจอซ้ำๆ แทนที่จะบอกเพียงว่า “ช่วยโฟกัสกันหน่อย” เราอาจเลื่อนประชุมที่ไม่เกี่ยวข้อง ให้คนหนึ่งช่วยรับเรื่องด่วน และตกลงกันว่าช่วงไหนยังไม่ต้องตอบข้อความทันที

วิธีคิดนี้สอดคล้องกับข้อเสนอของ Amabile ที่ให้ช่วยกันลดสิ่งรบกวนและกันเวลาสำหรับการคิด โดยเฉพาะเมื่อหลีกเลี่ยงความเร่งไม่ได้

เรื่องนี้ก็ยากที่จะเป็นหน้าที่ของคนทำงานคนเดียว ถ้าหัวหน้าบอกว่างานหนึ่งต้องมาก่อน การช่วยตัดสินใจว่างานไหนรอได้ งานไหนส่งต่อได้ ก็เป็นส่วนหนึ่งของคำสั่งนั้น แทนที่จะให้ทุกอย่างสำคัญเท่ากัน แล้วฝากให้คนทำงานหาวิธีจัดการเองทั้งหมด

ส่วนตอนจบวัน เราก็ยังถามตัวเองได้ว่าเหนื่อยไหม ความเหนื่อยเป็นเรื่องที่ควรรับฟัง เพียงแต่ถ้าอยากรู้ว่างานไปถึงไหนแล้ว เราต้องดูอย่างอื่นเพิ่มด้วย

วันนี้เราเข้าใจปัญหาชัดขึ้นตรงไหน มีวิธีไหนที่ลองแล้วรู้ว่าใช้ไม่ได้ หรือมีอะไรพร้อมให้ทดลองต่อบ้าง สิ่งเหล่านี้ก็เป็นความคืบหน้าได้ แม้งานจะยังไม่เสร็จเป็นชิ้นเป็นอัน

เราไม่จำเป็นต้องมีไอเดียใหม่ทุกวัน และวันที่หมดแรงก็ยังห่างไกลจากคำว่าล้มเหลว
แต่ถ้าเราบอกว่างานหนึ่งสำคัญ ก็ควรให้เวลามันจริงๆ แทนที่จะหวังว่าจะได้ทำหลังจากตอบทุกคนและจัดการทุกเรื่องเสร็จแล้ว

กลับมาที่ประโยคตอนต้นค่ะ เราคิดงานได้ดีขึ้นจริงไหมตอนใกล้เดดไลน์

เท่าที่งานศึกษานี้ตอบได้ สิ่งที่ความเร่งมอบให้เราคือการตัดสินใจ มันทำให้เราเลิกลังเล เลือกสักทาง แล้วทำจนจบ ซึ่งเป็นของมีค่ามากในวันที่งานติดอยู่กับการคิดวน

สิ่งที่มันมอบให้ได้ยากกว่า คือทางเลือกที่เรายังไม่เคยลอง เพราะการจะเจอทางใหม่ ต้องมีเวลาพอจะเดินผิดสักหนึ่งรอบก่อน

ความโล่งตอนกดส่งงานจึงเป็นความรู้สึกจริง เพียงแต่มันเป็นความโล่งจากการได้จบ มากกว่าหลักฐานว่าเราคิดได้ดีกว่าเดิม

เดดไลน์เก่งเรื่องทำให้เราจบงาน ส่วนการคิดให้ดีขึ้น ต้องการอีกอย่างที่เดดไลน์ให้เราไม่ได้ นั่นคือเวลาที่ต่อกันยาวพอ

ท้ายที่สุดแล้ว การใช้ชีวิตที่ขับเคลื่อนด้วยเส้นตายตลอดเวลา อาจทำให้เราเป็นคนที่ “เอาตัวรอด” ได้เก่ง แต่ความเร่งรีบก็จะขโมยโอกาสที่เราจะได้สำรวจความเป็นไปได้ใหม่ๆ ไปจนหมด

บางครั้งสิ่งที่เราต้องการอาจไม่ใช่ทักษะในการปั่นงานให้ทันเวลา แต่คือความกล้าที่จะกันพื้นที่ว่างๆ ไว้ให้ตัวเองได้ทดลองทำพลาด เพื่อให้เราได้สร้างสรรค์งาน และชีวิต ในเวอร์ชันที่ดีกว่าเดิม ไม่ใช่แค่เวอร์ชันที่พอส่งทันค่ะ

Related Posts