“ตอนนี้เฉยๆ แล้ว” เราหายดี หรือแค่ไม่รู้สึกอะไรอีกเลยไปแล้ว

มีประโยคหนึ่งที่เราพูดกันบ่อย หลังผ่านเรื่องหนักหนามาได้ “ตอนนี้เฉย ๆ แล้ว”

เราอาจเล่าเรื่องเดิมซ้ำได้โดยเสียงไม่สั่น มองหน้าคนฟังได้ตลอด หรือกลับไปดูหนังเรื่องที่เคยร้องไห้ทั้งเรื่องเพราะอะไรบางอย่าง แล้วพบว่าข้างในเงียบสนิท ไม่มีอะไรขยับเลยสักนิด
คำถามคือ เราหายดีแล้ว หรือเพียงปิดสวิตช์บางอย่างในตัวเองไป

เรื่องนี้แยกยากกว่าที่คิดค่ะ เพราะการอดทนเพื่อเติบโตกับการอดทนเพื่อกลบเกลื่อน มองจากข้างนอกแทบไม่ต่างกัน

ทั้งสองแบบไปทำงานตรงเวลา ดูแลคนอื่นได้ ยิ้มได้ และตอบว่าสบายดีได้เหมือนกัน
ความต่างอยู่ลึกลงไป แต่มักทิ้งร่องรอยบางอย่างไว้เสมอ

.

งานทดลองด้านการควบคุมอารมณ์ชิ้นหนึ่ง ให้ผู้เข้าร่วมดูภาพยนตร์ที่กระตุ้นความรู้สึก แล้วขอให้ซ่อนอารมณ์เอาไว้

ผลคือพวกเขาแสดงออกน้อยลงจริง แต่ความรู้สึกลบข้างในไม่ได้ลดลงตาม สิ่งที่เพิ่มขึ้นกลับเป็นการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ ร่างกายยังตอบสนองอยู่ แม้ใบหน้าจะดูสงบก็ตาม

ที่น่าสนใจคือ เมื่อทดลองกับอารมณ์บวก การกดอารมณ์ก็รบกวนการตอบสนองของร่างกายเช่นกัน
เพราะระบบของเราไม่ได้มีปุ่มแยกชัดเจนว่า จะปิดเฉพาะความเศร้า แต่เก็บความสุขเอาไว้ครบทั้งหมด

เมื่อปิดความรู้สึกบ่อยเข้า สิ่งที่หายไปจึงอาจไม่ได้มีเพียงความเจ็บ แต่รวมถึงความตื่นเต้น ความผูกพัน ความสนุก และความดีใจด้วย

ดังนั้น สัญญาณที่ควรสังเกตจะไม่ได้อยู่ตรงที่ “ไม่เศร้าแล้ว” แต่อยู่ตรงที่ “ไม่ค่อยดีใจด้วย” ค่ะ

.

งานศึกษาอีกชิ้นในปี 1993 แยกคนที่รายงานว่าตัวเองทุกข์น้อยออกเป็นสองกลุ่ม

กลุ่มแรกมีสุขภาพจิตดีจริง ส่วนอีกกลุ่มตอบว่าตัวเองโอเคเหมือนกัน แต่นักประเมินพบว่ายังมีความทุกข์ถูกซ่อนอยู่ข้างใต้
เมื่อให้ทุกคนทำงานที่สร้างความเครียด กลุ่มหลังมีการตอบสนองของหัวใจสูงเกือบสองเท่า
ปากบอกว่าโอเค แต่ร่างกายไม่ได้เห็นด้วย

เส้นแบ่งสำคัญอาจอยู่ตรงนี้

การเก็บ “การแสดงออก” ของอารมณ์ไว้ชั่วคราว กับการปิด “ประสบการณ์” ของอารมณ์ทั้งหมด เป็นคนละเรื่องกัน

กลั้นน้ำตาไว้ในที่ประชุม แล้วกลับไปร้องไห้เมื่ออยู่ในที่ปลอดภัย แปลว่าเรายังเข้าถึงความรู้สึกของตัวเองอยู่ เพียงเลือกเวลาและสถานที่แสดงออก
แต่ถ้าเราต้องทำให้ตัวเองไม่รู้สึกอะไรเลย เพื่อจะอยู่ต่อให้ได้ นั่นคล้ายกับการตัดสายเชื่อมต่อกับตัวเองออกไป

เก็บไว้ก่อนไม่ผิดค่ะ ปิดจนไม่ให้ตัวเองรู้สึกต่างหากที่ควรระวัง

.

แล้วประโยคที่เราพูดกับตัวเองว่า “ฉันผ่านมันมาแล้ว ฉันแข็งแรงขึ้น” เชื่อได้มากแค่ไหน

งานทบทวนเรื่องการเติบโตหลังผ่านความเจ็บปวดในปี 2023 พบว่า สิ่งที่คนรู้สึกว่าตัวเองเติบโตขึ้น อาจไม่ตรงกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงเสมอไป
เพราะการถามว่าเราเปลี่ยนไปแค่ไหน ต้องอาศัยทั้งความทรงจำ การตีความย้อนหลัง และความต้องการรักษาภาพของตัวเองว่า เรื่องที่เกิดขึ้นต้องมีความหมายบางอย่าง

ประโยค “ฉันแข็งแรงขึ้นแล้ว” จึงยังไม่ใช่หลักฐานที่เพียงพอ

หลักฐานที่น่าเชื่อถือกว่าอยู่ในวิธีที่เราใช้ชีวิตหลังจากนั้น เราดูแลตัวเองได้ดีขึ้นไหม ตั้งขอบเขตได้ไหม กลับมาเชื่อมโยงกับคนอื่นได้หรือเปล่า และเมื่อต้องเผชิญเรื่องเดิม เรายังเลือกตอบสนองได้ หรือร่างกายพาเรากลับไปอยู่ในโหมดเอาตัวรอดทันที

.

อีกด้านหนึ่งที่ต้องพูดให้ครบคือ การพักจากความเจ็บไม่ได้แปลว่าเรากำลังหนีเสมอไปนะคะ
แนวคิดเรื่องการรับมือกับความสูญเสียอธิบายว่า คนเรามักเคลื่อนไปมาระหว่างสองด้าน

ด้านหนึ่งคือการหันกลับไปรู้สึกถึงสิ่งที่เสียไป ส่วนอีกด้านคือการพักจากความเศร้า แล้วหันมาจัดการชีวิตประจำวัน ทำงาน พบผู้คน หรือสร้างสิ่งใหม่ต่อ

การหันไปทำอย่างอื่นจึงเป็นส่วนปกติของกระบวนการฟื้นตัว เราไม่จำเป็นต้องจ้องมองบาดแผลตลอดเวลาเพื่อพิสูจน์ว่ากำลังเยียวยา

สิ่งที่ควรสังเกตคือความแข็งทื่อ เราติดอยู่ฝั่งใดฝั่งหนึ่งตลอดหรือเปล่า
เกณฑ์จึงไม่ได้อยู่ที่ “วันนี้ยังไม่ร้องไห้” แต่อยู่ที่ เมื่อเวลาผ่านไปนานแล้ว เรายังไม่สามารถกลับไปแตะเรื่องนั้นได้เลยหรือไม่ แม้จะอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยก็ตาม

.

ถ้าอยากสำรวจตัวเอง ลองเริ่มด้วย อย่าเพิ่งถามเพียงว่า “ฉันโอเคไหม” เพราะคนที่กลบเกลื่อนเก่งมักตอบว่าโอเคได้อย่างแนบเนียน แม้แต่กับตัวเอง
ลองดูร่างกายแทนค่ะ

ช่วงนี้เรานอนเป็นอย่างไร ระบบย่อยอาหารเปลี่ยนไปไหม สะดุ้งง่ายขึ้นหรือเปล่า ร่างกายตื่นตัวเวลาได้ยินเสียงบางอย่างไหม หรือรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งที่นอนมากพอแล้ว

จากนั้นลองดูขอบเขตของชีวิต
ปีนี้มีอะไรที่เราเลี่ยงเพิ่มขึ้นบ้าง มีคนที่เราเลิกเจอ เพลงที่กดข้าม สถานที่ที่ไม่ยอมกลับไป หรือบทสนทนาที่ต้องเปลี่ยนเรื่องทุกครั้งหรือเปล่า

การอดทนที่พาเราเติบโต จะค่อย ๆ ทำให้ชีวิตกว้างขึ้น เรากลับไปรู้สึก กลับไปเชื่อมโยง และมีทางเลือกมากขึ้น

ส่วนการอดทนเพื่อกลบเกลื่อน จะค่อย ๆ ทำให้ชีวิตแคบลง มีสิ่งที่ต้องหลบมากขึ้น และต้องใช้พลังมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อรักษาความนิ่งเอาไว้

.

ความเข้มแข็งแบบหนึ่งมีเสียงของมันเอง
มันร้องไห้ได้ หัวเราะได้ ยอมรับได้ว่ายังเจ็บ และกลับไปยืนต่อหน้าแผลเก่าได้โดยไม่ล้มลงเหมือนเดิม
ส่วนความเข้มแข็งอีกแบบเงียบมากเลย

ครั้งสุดท้ายที่เรารู้สึกดีใจ ตื่นเต้น หรือมีความสุขจนใจฟูจริง ๆ คือเมื่อไร
ถ้านึกไม่ออก ก็ยังไม่จำเป็นต้องรีบสรุปว่าตัวเองผิดปกติ แต่มันอาจเป็นข้อมูลชิ้นหนึ่งที่ชวนให้เราหันกลับมาถามตัวเองอีกครั้งว่า

ที่บอกว่า “เฉย ๆ แล้ว” นั้น เราวางเรื่องนั้นลงได้แล้วจริง ๆ
หรือเราวางความรู้สึกทั้งหมดของตัวเองลงไปพร้อมกัน

Related Posts