ลูกที่แย่ เป็นพ่อแม่ที่ดีได้ไหม

บางคนโตมาเป็นลูกที่พ่อแม่เอาไปเล่าให้ญาติฟังด้วยความภูมิใจ.... แต่บางคนไม่ใช่ค่ะ

ตอนเด็กคือดื้อ เถียงผู้ใหญ่ หนีเรียน เรียนไม่จบ กลับบ้านดึก ติดเพื่อน ใช้เงินเก่ง เคยทำเรื่องที่ทำให้พ่อแม่ต้องตามแก้ มีแฟนที่ที่บ้านไม่ชอบ หรือมีลูกในวันที่ชีวิตตัวเองยังดูแลได้ไม่ค่อยดี

พอโตขึ้นก็อาจยังไม่ค่อยโทรหา วันหยุดไม่กลับบ้าน ถูกขอให้ทำอะไรก็เริ่มตอบว่าไม่ และใช้ชีวิตไม่ตรงกับบทที่ครอบครัวเคยเขียนไว้ให้

ถ้าเอาประวัติทั้งหมดไปวางบนโต๊ะประชุมญาติ คำตัดสินอาจออกมาไม่ยากนัก…เป็นลูกที่ไม่ค่อยได้เรื่อง

แล้ววันหนึ่ง ลูกที่ไม่ค่อยได้เรื่องพวกนี้ก็เริ่มคิดเรื่องมีลูกของตัวเอง
อาจจะโดนตั้งคำถามว่า… ขนาดชีวิตตัวเองยังเคยทำพังมาตั้งเยอะ ขนาดเป็นลูกยังทำได้แย่ แล้วจะไปเป็นพ่อแม่ที่ดีได้ยังไง
ฟังเผินๆ ดูสมเหตุสมผลอยู่นะคะ แต่ประโยคนี้มีสมมติฐานซ่อนอยู่ข้อหนึ่ง

มันสมมติว่า “การเป็นลูกที่ดี” กับ “การเป็นพ่อแม่ที่ดี” คือความสามารถชนิดเดียวกัน ทำอันหนึ่งได้ดี ก็น่าจะทำอีกอันได้ดี ทำอันหนึ่งพัง อีกอันก็คงพังตาม

แต่พอไปดูคนจริงๆ เรื่องไม่ได้ตรงตามนี้ขนาดนั้น

.

Sheri Madigan นักจิตวิทยาจาก University of Calgary และทีม รวบรวมงานวิจัย 65 ชิ้นเรื่องการส่งต่อการถูกทำร้ายในครอบครัวข้ามรุ่น ตีพิมพ์ในปี 2025

ในข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์ คนที่เคยถูกทำร้ายตอนเด็กแล้วทำร้ายลูกต่อมี 17.1 เปอร์เซ็นต์ แต่คนที่เคยถูกทำร้ายแล้วไม่ส่งต่อมี 23.6 เปอร์เซ็นต์

คนที่หยุดวงจรมีมากกว่าคนที่ส่งต่อ
และยังมีอีก 11.4 เปอร์เซ็นต์ที่ไม่มีประวัติถูกทำร้ายในวัยเด็ก แต่เมื่อโตขึ้นกลับทำร้ายลูกของตัวเอง
(อาจจะฟังดูยังไม่ค่อยเกี่ยว แต่เดี๋ยวจะขอไล่ๆ ไป)

แน่นอนว่านี่ไม่ได้แปลว่าอดีตไม่สำคัญ ประสบการณ์รุนแรงในวัยเด็กเพิ่มความเสี่ยงที่จะส่งต่อความรุนแรงจริง
แต่มันไม่ได้กำหนดผลลัพธ์เพียงแบบเดียว
อดีตเป็นปัจจัยเสี่ยง ไม่ใช่คำทำนาย

เรื่องที่น่าสนใจกว่าจึงกลายเป็นว่า แล้วคนที่หยุดวงจรได้ต่างตรงไหน
ในงานด้านความผูกพัน มีคำเรียกคนกลุ่มหนึ่งว่า earned-secure

คือคนที่ไม่ได้มีวัยเด็กที่ปลอดภัยนัก แต่เมื่อโตขึ้นสามารถกลับไปมองเรื่องราวของตัวเองได้ค่อนข้างชัด รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเรา มันทำอะไรกับเรา และพอจะมองเห็นด้วยว่าคนที่เลี้ยงเรามากำลังแบกอะไรอยู่

ความสามารถอย่างหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เรียกว่า reflective functioning
พูดง่ายๆ คือการมองผ่านพฤติกรรม แล้วเห็นว่าข้างในมนุษย์อีกคนอาจกำลังเกิดอะไรขึ้น

เด็กไม่ได้ “งี่เง่า” อย่างเดียว แต่อาจกำลังหวาดกลัว
แม่ไม่ได้ “จู้จี้” อย่างเดียว แต่อาจกำลังกลัวเสียการควบคุม
และเราไม่ได้ “อกตัญญู” อย่างเดียว แต่อาจกำลังสร้างระยะห่างเพื่อให้ตัวเองหายใจได้

การเข้าใจไม่ได้แปลว่าต้องให้อภัย
เราเข้าใจได้ว่าคนคนหนึ่งกลัวอะไร โดยไม่ต้องยอมให้เขาทำร้ายเราเพราะความกลัวนั้น

.

ตรงนี้มีเรื่องตลกร้ายอยู่นิดนึง
ลูกที่เคยเถียง เคยแตกหัก เคยเดินหนีออกมา หรือเคยใช้เวลาหลายปีคิดว่า “ตกลงบ้านหลังนั้นเกิดอะไรขึ้นกันแน่” บางครั้งจึงเป็นคนที่ใช้เวลาคิดเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัวมากที่สุด

ลูกที่ทุกคนบอกว่ามีปัญหา อาจเป็นคนที่มองเห็นปัญหาบางอย่างก่อนคนอื่นก็ได้

แต่การมองเห็นก็ไม่ได้ทำให้ใครเลี้ยงลูกเป็นโดยอัตโนมัติ คนที่เคยระเบิดอารมณ์ก็ยังต้องฝึกจัดการอารมณ์ คนที่มีปัญหาเรื่องเงินก็ยังต้องสร้างความมั่นคง คนที่ไม่มีใครช่วยก็ยังต้องสร้างวงพื้นที่คนที่จะช่วยกันโอบรับเด็กคนหนึ่งไว้

อดีตไม่ใช่คำพิพากษา แต่มันเป็นข้อมูล

บางอย่างในนั้นควรถูกเอามาวางบนโต๊ะ มามองดูตรงๆ ไม่ใช่ซ่อนไว้ใต้พรมด้วยประโยคว่า “เดี๋ยวมีลูกแล้วก็โตเอง”

.

ที่สำคัญ คำว่า “ลูกที่ดี” เองก็ไม่ได้เป็นมาตรวัดธรรมชาติที่มีอยู่เหมือนแรงโน้มถ่วง มันมีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอยู่ข้างใน

ในโลกที่ได้รับอิทธิพลจากขงจื๊อ ความกตัญญูไม่ได้หมายถึงแค่ความรัก แต่สัมพันธ์กับลำดับในครอบครัว ความเคารพ และหน้าที่ที่ลูกมีต่อพ่อแม่

ในบริบทไทย ก็เคยมีนักจิตวิทยาสังคม ทำงานศึกษาแล้วจัดเรื่องบุญคุณและความกตัญญูไว้ในกลุ่มค่านิยมสำคัญของสังคมไทย

เพราะฉะนั้น เวลาพูดว่าใครเป็น “ลูกที่ดี” เราจึงมักกำลังวัดหลายอย่างพร้อมกัน … เชื่อฟังไหม ทำให้พ่อแม่ภูมิใจไหม ตอบแทนบุญคุณไหม สร้างปัญหาให้ครอบครัวหรือเปล่า โตมาเป็นคนแบบที่บ้านอยากให้เป็นไหม

แต่กับงานด้านพัฒนาการศึกษาการเลี้ยงดูที่ดี มาตรวัดกลับหันไปอีกทาง
พ่อแม่อ่านสัญญาณของเด็กได้ไหม ตอบสนองอย่างอบอุ่นและสม่ำเสมอไหม ทำให้เด็กรู้สึกปลอดภัยไหม และมองเห็นไหมว่าเด็กเป็นมนุษย์อีกคน ไม่ใช่ส่วนต่อขยายของตัวเอง

มาตรหนึ่งวัดสิ่งที่ลูกส่งขึ้นไป อีกมาตรวัดสิ่งที่พ่อแม่ส่งลงมา

มันจึงไม่ใช่คะแนนวิชาเดียวกัน

บางครั้งสองมาตรนี้ถึงกับขัดกัน
คนที่ตั้งใจว่า “ฉันจะไม่เลี้ยงลูกแบบที่ฉันเคยถูกเลี้ยง” อาจต้องเริ่มจากการทำสิ่งที่ทำให้ตัวเองดูเป็นลูกที่แย่ ปฏิเสธ ตั้งขอบเขต ไม่ทำตาม หรือยอมให้พ่อแม่ผิดหวัง

เพราะถ้าเราโตมากับความเชื่อว่าหน้าที่ของลูกคือทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้พ่อแม่ผิดหวัง วันหนึ่งเราอาจส่งกติกาเดียวกันนี้ต่อให้ลูกโดยไม่รู้ตัว

.

มีงานที่ติดตามครอบครัวในอังกฤษกว่า 1,100 ครอบครัวพบอีกด้านที่สำคัญ

แม่ที่เคยถูกทำร้ายตอนเด็กและหยุดวงจรได้ ยังมีปัญหาบางอย่างมากกว่าแม่ที่ไม่มีประวัตินั้น เช่น อาการซึมเศร้า

การหยุดวงจรได้ กับ หายเจ็บ เป็นคนละเรื่องกัน

แต่สิ่งที่สัมพันธ์กับการหยุดวงจรหลายอย่างกลับอยู่ในปัจจุบัน เช่น ความสัมพันธ์กับคู่ที่สนับสนุนกัน ความอบอุ่นที่มีต่อลูก และบ้านที่ไม่มีความรุนแรงระหว่างผู้ใหญ่

ไม่มีข้อไหนถามว่าตอนอายุสิบเจ็ดเราเคยหนีเรียนไหม ไม่มีข้อไหนถามว่าเราเคยทำให้แม่ร้องไห้กี่ครั้ง หรือวันนี้กลับบ้านช่วงปีใหม่ครบทุกปีหรือเปล่า

ดังนั้นประโยค “ขนาดเป็นลูกยังทำได้แย่ แล้วจะไปเป็นพ่อแม่ที่ดีได้ยังไง” อาจมีปัญหาตั้งแต่ไม้บรรทัดที่มันใช้วัดแล้ว

คนคนหนึ่งอาจเคยเป็นเด็กเกเร แต่โตมาเป็นพ่อแม่ที่สม่ำเสมอ อาจเคยเป็นเด็กที่ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ แล้วใช้เวลาหลายปีเรียนรู้ว่าจะไม่เอาอารมณ์ของตัวเองไปลงกับคนอื่นยังไง
อาจเคยมีลูกในวันที่ชีวิตยังเละเทะ แล้วค่อยๆ ประกอบชีวิตให้มั่นคงขึ้นทีละชิ้น
อาจเป็นลูกที่ไม่เชื่อฟัง แต่เป็นพ่อแม่ที่รับฟังลูก
อาจเป็นลูกที่ทำให้พ่อแม่ผิดหวังเพราะเลือกชีวิตของตัวเอง แล้วโตมาเป็นพ่อแม่ที่ยอมให้ลูกเลือกชีวิตของเขาเอง
หรืออาจเป็นลูกที่เคยเดินออกจากบ้าน แล้วใช้เวลาหลายปีเรียนรู้ว่าจะสร้างบ้านแบบไหนที่ลูกไม่ต้องอยากหนีออกมา

ไม่มีอดีตแบบไหนรับประกันว่าเราจะเป็นพ่อแม่ที่ดี และไม่มีอดีตแบบไหนรับประกันว่าเราจะเป็นพ่อแม่ที่แย่เช่นกัน

อดีตที่เราเคยทำพังเป็นข้อมูล ไม่ใช่คำพิพากษา
มันบอกว่าเรามีอะไรต้องระวัง อะไรต้องซ่อม อะไรต้องขอความช่วยเหลือ และอะไรที่ไม่อยากส่งต่อ

บางทีการเป็น “ลูกที่แย่” ในเรื่องเล่าของครอบครัว จึงไม่ได้อยู่ตรงข้ามกับการเป็นพ่อแม่ที่ดีเลย
เพราะมาตรหนึ่งถามว่า เราเคยเป็นลูกอย่างที่คนรุ่นก่อนต้องการหรือเปล่า

แต่อีกมาตรถามว่า เมื่อถึงตาเรา เราจะยอมให้ลูกเป็นคนแบบที่เขาเป็นได้แค่ไหน
สองอย่างนี้ไม่ใช่วิชาเดียวกันค่ะ

Related Posts