แต่เรากลับรู้สึกว่า “เอาล่ะ เริ่มใหม่ได้แล้ว”
วันจันทร์ ต้นเดือน ปีใหม่ วันเกิด หรือแม้แต่วันที่ย้ายงาน ย้ายบ้าน เลิกกับใครสักคน ล้วนมีพลังบางอย่างคล้ายกัน ทั้งที่ในทางกายภาพ เวลาไม่มีเส้นแบ่งจริงๆ มนุษย์เป็นคนขีดเส้นนั้นขึ้นมาเอง
จิตวิทยามีคำอธิบายที่น่าสนใจว่าทำไมเส้นสมมติเหล่านี้ถึงมีอิทธิพลกับเรามากขนาดนั้น
.
Dan McAdams นักจิตวิทยาผู้ศึกษาวิธีที่มนุษย์สร้างความหมายให้ชีวิต เสนอแนวคิดเรื่อง Narrative Identity ตัวตนของเราไม่ได้มีแค่บุคลิก ความทรงจำ หรือประวัติส่วนตัว มันยังประกอบขึ้นจาก “เรื่อง” ที่เราใช้เล่าว่าเราเป็นใคร และเรามาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร
ชีวิตจริงไม่ได้เกิดขึ้นเป็นเรื่องเล่า
มันเกิดเป็นเหตุการณ์กระจัดกระจาย วันหนึ่งสอบตก อีกวันได้งานใหม่ อีกสามปีต่อมาเลิกกับแฟน แล้วบ่ายวันหนึ่งก็เดินผ่านร้านเก่าและนึกถึงเรื่องที่คิดว่าลืมไปแล้ว
พอมองย้อนกลับไป เรามักเอาเหตุการณ์เหล่านั้นมาร้อยเข้าด้วยกัน
นี่คือจุดเริ่มต้น
นี่คือช่วงที่ทุกอย่างพัง
นี่คือสิ่งที่ทำให้เราเปลี่ยน
นี่คือเหตุผลที่วันนี้เราเป็นแบบนี้
ตัวละครหลักในเรื่องนั้นคือ “เรา”
.
หมุดหมายทางเวลาเลยน่าสนใจขึ้นมา
ปี 2014 Hengchen Dai, Katherine Milkman และ Jason Riis ศึกษาสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า Fresh Start Effect
พวกเขาพบรูปแบบว่า ในช่วงที่มีหมุดหมายทางเวลา เช่น ต้นสัปดาห์ ต้นเดือน ต้นปี หรือช่วงหลังวันเกิด คนมีแนวโน้มสนใจพฤติกรรมที่เกี่ยวกับการพัฒนาตัวเองมากขึ้น ตั้งแต่การค้นหาเรื่องคุมอาหารไปจนถึงการออกกำลังกาย
เหมือนสมองเอาปากกามาขีดเส้นบนไทม์ไลน์ แล้วบอกว่า
ตรงนั้นคือ “เมื่อก่อน”
ส่วนตรงนี้คือ “ตอนนี้”
ความล้มเหลวบางอย่างจึงถูกผลักให้ห่างออกไปเล็กน้อย กลายเป็นสิ่งที่ “เราในอดีต” เคยทำ แทนที่จะเป็นหลักฐานว่า “เราเป็นคนแบบนั้น”
ระยะห่างเล็กๆ นี้อาจช่วยให้การเริ่มต้นใหม่รู้สึกเป็นไปได้ขึ้นมา แต่การขีดเส้นแบ่งบท ไม่ได้แปลว่าเรื่องหลังจากนั้นจะดีขึ้นเอง
สุดท้ายเรายังต้องเป็นคนเขียนต่อ
.
McAdams และนักวิจัยด้าน narrative identity ยังสนใจอีกอย่างหนึ่ง คือมนุษย์เอาเหตุการณ์ดีและร้ายมาประกอบเป็นเรื่องแบบไหน
มีรูปแบบหนึ่งเรียกว่า Redemption Sequence เรื่องเริ่มจากสิ่งที่เลวร้าย แล้วเคลื่อนไปสู่บางอย่างที่ดีขึ้น
เจ็บ แต่ได้เข้าใจบางอย่าง
สูญเสีย แต่เปลี่ยนวิธีมองชีวิต
ล้มเหลว แต่พาไปเจอเส้นทางอีกแบบ
อีกแบบหนึ่งเรียกว่า Contamination Sequence มันเคลื่อนกลับทิศกัน
สิ่งที่เคยดี ถูกเหตุการณ์บางอย่างทำให้เรื่องทั้งเรื่องเปลี่ยนความหมายไป
ความสัมพันธ์ที่เคยสวยงาม แต่ตอนจบทำให้เมื่อนึกย้อนกลับไป ทุกอย่างดูขมขื่น
งานที่เคยภูมิใจ แต่เหตุการณ์ท้ายๆ กลืนความทรงจำดีๆ ไปเกือบหมด
งานวิจัยด้าน narrative identity พบความสัมพันธ์ที่น่าสนใจระหว่างรูปแบบการเล่าเหล่านี้กับ well-being และความรู้สึกว่าชีวิตมีความหมาย
ไม่ได้แปลว่าแค่ “คิดบวก” แล้วชีวิตจะดี และไม่ได้แปลว่าทุกบาดแผลต้องมีบทเรียนซ่อนอยู่
บางเรื่องแย่ก็คือแย่
บางความสูญเสียไม่จำเป็นต้องถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นของขวัญ
บางเรื่องผ่านไปสิบปีก็ยังไม่มีตอนจบสวยๆ
สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ เหตุการณ์หนึ่งไม่ได้มีความหมายเพียงแบบเดียวตลอดชีวิต
ความหมายของมันเปลี่ยนได้ เมื่อเรื่องราวส่วนอื่นถูกเขียนเพิ่มเข้ามา
.
ปัญหาคือ พอเราเล่าเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับตัวเองนานพอ เรามักลืมไปว่ามันเป็น “เรื่องเล่า”
มันเริ่มฟังดูเหมือนข้อเท็จจริง
ฉันเป็นคนโชคร้าย
ฉันเป็นคนที่ต้องเอาตัวรอดเสมอ
ฉันเป็นคนที่เลือกทุกอย่างด้วยตัวเอง
ฉันเป็นคนที่ทำอะไรก็ไม่เคยสุดทาง
เรื่องเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องโกหก หลายครั้งมันมีหลักฐานเต็มไปหมดด้วยซ้ำ แต่เรื่องเล่าหนึ่งเรื่องสามารถจริง และยังไม่ใช่ความจริงทั้งหมดได้พร้อมกัน
คนที่มองตัวเองเป็น “ผู้รอด” อาจได้ความแข็งแรงจากเรื่องนั้น แต่วันหนึ่งก็อาจพบว่าตัวเองยังใช้ชีวิตเหมือนกำลังหนีภัย ทั้งที่ภัยนั้นผ่านไปนานแล้ว
คนที่มองตัวเองเป็น “คนเลือกชีวิตเอง” อาจรู้สึกมีอำนาจเหนือชีวิต แต่ในวันที่เจอเรื่องที่ควบคุมไม่ได้ เรื่องเดียวกันนั้นก็อาจย้อนกลับมาทำให้โทษตัวเองหนักเกินความจริง
บางทีสิ่งที่เราต้องแก้จึงไม่ใช่อดีต อดีตแก้ไม่ได้อยู่แล้ว แต่เป็นตำแหน่งที่เราเอาอดีตชิ้นนั้นไปวางไว้ในเรื่องทั้งหมด
.
หมุดหมายอย่างปีใหม่ วันเกิด การย้ายบ้าน หรือการจบความสัมพันธ์ จึงมีประโยชน์ในแบบแปลกๆ มันไม่ได้รีเซ็ตชีวิต แต่เหมือนให้จังหวะเราหยุดอ่านเรื่องที่กำลังเขียนอยู่ แล้วถอยออกมามองมันในฐานะคนอ่านสักครั้ง
ลองนึกว่าถ้าต้องเล่าช่วงที่ผ่านมาให้เพื่อนสนิทฟัง เราจะเล่าเรื่องไหนนานเป็นพิเศษ เรื่องไหนที่ข้ามไปเร็วๆ และที่สำคัญ เราเลือกหยุดเรื่องไว้ตรงไหน
บางคนหยุดตรง “เสียไปแล้ว” แต่ถ้าเรื่องเดินต่ออีกหน่อย อาจกลายเป็น “เสียไปแล้ว แต่ยังมีบางอย่างเหลืออยู่” บางคนหยุดตรง “ทำไม่สำเร็จ” ทั้งที่อีกประโยคหนึ่งอาจเป็น “ทำไม่สำเร็จ แต่ได้ลองแล้ว”
.
นี่ไม่ได้แปลว่าเราต้องพยายามเปลี่ยนทุกเรื่องให้มีตอนจบที่ดีหรอกนะคะ ชีวิตไม่ใช่นิทาน และความเจ็บปวดบางอย่างก็ไม่จำเป็นต้องมีบทเรียนมาชดเชยจริงๆ นะ
บางครั้งประโยคที่ซื่อตรงที่สุดอาจเป็นแค่ “เรื่องนี้ยังเจ็บอยู่” และนั่นก็เป็นตอนจบชั่วคราวที่ใช้ได้เหมือนกัน
สิ่งที่น่าสนใจของ Narrative Identity คือ เราเป็นทั้งตัวละครที่ต้องอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้น และเป็นคนเล่าเรื่องที่กลับมาแก้ความหมายของมันได้เรื่อยๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วแก้ไม่ได้ แต่ความหมายของเหตุการณ์นั้นไม่จำเป็นต้องถูกเขียนจบในวันที่มันเกิดขึ้น บางบทต้องใช้เวลาหลายปีกว่าเราจะรู้ว่าประโยคสุดท้ายควรอยู่ตรงไหน
บางทีสิ่งที่หมุดหมายบนปฏิทินมอบให้เรา จึงไม่ใช่ “ชีวิตใหม่”
มันแค่เตือนว่า เรื่องเดิมยังเขียนต่อได้อยู่ค่ะ