ในความสัมพันธ์ หลายๆ ครั้งเราคาดหวังให้เขาเป็นคนที่เข้าใจเรา แม้ในวันที่เรายังอธิบายตัวเองไม่ถูก เราอยากให้เขาเป็นเซฟโซนที่คอยรับฟัง ปลอบใจ สนับสนุนเส้นทางที่เราเลือก และร่วมยินดีกับทิศทางที่เรากำลังเติบโตไปเป็น
ความต้องการเหล่านี้เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลและสวยงามค่ะ แต่ปัญหาคือ “การตอบรับ” ความคาดหวังที่ลึกซึ้งระดับนี้ ต้องใช้ทั้งเวลาและแรงใจมหาศาล ซึ่งในชีวิตของผู้ใหญ่ธรรมดาๆ ที่ต้องดิ้นรนในแต่ละวัน เราอาจเหลือเวลาและเรี่ยวแรงให้กันน้อยกว่าที่คิด
ถ้าเริ่มสงสัยว่าความเหนื่อยล้าเหล่านี้กำลังเข้ามาสั่นคลอนความสัมพันธ์ได้อย่างไร ลองมาทำความเข้าใจเรื่องนี้ไปพร้อมกันค่ะ
.
Eli Finkel นักจิตวิทยาและผู้ร่วมวิจัย ได้เสนอแนวคิดที่น่าสนใจมากชื่อว่า Suffocation Model of Marriage หรือ โมเดลชีวิตคู่ที่กำลังขาดอากาศหายใจ
พวกเขามองว่า สิ่งที่คนอเมริกันคาดหวังจากการแต่งงานนั้นเปลี่ยนไปตามยุคสมัย หากเราใช้ ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของ Maslow มาเปรียบเทียบเป็นภูเขา ในอดีตชีวิตคู่ทำหน้าที่เพียงการตอบสนองความต้องการที่ฐานภูเขา คือช่วยกันทำมาหากิน สร้างที่อยู่อาศัย และเอาชีวิตรอด ต่อมาผู้คนก็เริ่มให้ความสำคัญกับความรักและความผูกพันมากขึ้น
จนมาถึงชีวิตคู่ในยุคปัจจุบัน ที่เราต่างผลักความคาดหวังขึ้นไปจนถึงยอดเขา เราไม่ได้ต้องการแค่เพื่อนคู่คิดที่ช่วยหาเงิน แต่เราคาดหวังให้ความสัมพันธ์ช่วยเติมความมั่นใจ เปิดพื้นที่ปลอดภัยให้เราเป็นตัวเอง และผลักดันการเติบโตของกันและกัน
Finkel เปรียบเทียบว่า ยิ่งสิ่งที่เราหวังจากชีวิตคู่ขยับสูงขึ้นเท่าไหร่ ความสัมพันธ์ก็ยิ่งต้องการ “ออกซิเจน” (ซึ่งก็คือเวลาและความใส่ใจ) มากขึ้นตามไปด้วย
การจะช่วยให้ใครสักคนเติบโตได้ เราต้องรู้จักเขาอย่างลึกซึ้ง ต้องรู้ว่าเขาอยากไปทางไหน อะไรคือสิ่งสำคัญในชีวิต และอะไรที่กำลังฉุดรั้งเขาไว้ ความเข้าใจระดับนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากปราศจากเวลาและความใส่ใจที่สะสมมาอย่างต่อเนื่อง
.
สถิติที่น่าสนใจคือ เวลาที่คู่รักมีให้กันกลับลดลงอย่างเห็นได้ชัด ข้อมูลการใช้เวลาของคู่แต่งงานในอเมริการะหว่างปี 1975 กับ 2003 พบว่า คู่ที่ไม่มีลูกอยู่ที่บ้าน มีเวลาอยู่ด้วยกันตามลำพังลดลงจาก 35 เหลือเพียง 26 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (เพราะต้องทุ่มเทเวลาให้กับการทำงานมากขึ้น) ส่วนคู่ที่มีลูกอยู่บ้าน เวลาก็ลดลงจาก 13 เหลือเพียง 9 ชั่วโมง (เพราะต้องใช้เวลาไปกับการดูแลลูก)
สรุปก็คือ เรากำลังหวังให้ความสัมพันธ์ดูแลเรื่องที่ลึกซึ้งขึ้นมาก ในวันที่มีเวลาและแรงใจเหลือให้กันน้อยลงอย่างน่าใจหาย
ตามข้อเสนอของ Finkel ผลลัพธ์จึงออกมาได้สองทาง นั่นคือเกิดเป็นชีวิตคู่แบบ All-or-Nothing (ได้ทั้งหมดหรือสูญเสียหมด) คู่ที่มีเวลาและแรงใจพอจะประคับประคองความคาดหวังเหล่านั้นได้ จะพบกับชีวิตคู่ที่เติมเต็มอย่างถึงที่สุด แต่คู่ที่ไปไม่ถึงจุดนั้น ก็จะเสี่ยงที่จะเจ็บปวดและผิดหวังรุนแรงกว่าคนยุคก่อน
แต่ความคาดหวังสูงก็ไม่ใช่ผู้ร้ายเสมอไปนะคะ งานวิจัยของ James McNulty ที่ติดตามคู่แต่งงานใหม่เป็นเวลา 4 ปี พบว่า ในคู่ที่ปัญหาไม่รุนแรงและดูแลหัวใจกันดี การตั้งมาตรฐานความสัมพันธ์ไว้สูง จะช่วยให้ชีวิตคู่มีความสุขมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป แต่ในคู่ที่มีปัญหารุมเร้าหรือมีพฤติกรรมทำลายความรู้สึกกัน การคาดหวังสูงกลับยิ่งทำให้ผลลัพธ์ดิ่งลง
ความคาดหวังเดียวกันจึงให้ผลลัพธ์ที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่ารากฐานความสัมพันธ์ มีความแข็งแรงพอที่จะแบกรับมันไว้ได้หรือไม่
นอกจากนี้ อย่าลืมว่าโมเดลนี้สร้างขึ้นจากบริบทสังคมอเมริกา หากมองกลับมาที่คู่รักในไทยจำนวนมาก ภาระเรื่องปากท้อง หนี้สิน การดูแลพ่อแม่และครอบครัวขยายยังคงเป็นความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ฐานภูเขา ของเรายังคงหนักอึ้ง ในขณะที่เราก็พยายามปีนป่ายไปให้ถึง ยอดเขา แห่งความเข้าใจ ภาระของคู่รักยุคนี้จึงหนักหนาเป็นทวีคูณ
.
ถ้าวันนี้ความสัมพันธ์เริ่ม “หายใจไม่ทั่วท้อง” Finkel ได้เสนอทางเลือกไว้ 3 ทาง ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้ร่วมกันได้ค่ะ
- ดูแลเวลาที่มีอยู่ให้ดีขึ้น….เริ่มจากสิ่งเล็กๆ อย่างการวางโทรศัพท์ ปิดจอ แล้วหันมาฟังกันจริงๆ เมื่ออีกฝ่ายเล่าเรื่องราวในแต่ละวัน แม้วิธีนี้อาจไม่พอแก้ความเหนื่อยล้าที่สะสมมานาน แต่มันคือการปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ช่วยรักษาความรู้สึกผูกพันไว้ได้
2.ให้เวลาและแรงใจกันเพิ่มขึ้น… ในโลกความเป็นจริง ไม่มีใครเสกเวลาเพิ่มได้โดยไม่ต้องแลก การมีเวลาให้กันมากขึ้น อาจหมายถึงการต้องยอมลดเวลาจากเรื่องอื่นลง เราต้องกล้าที่จะ “เลือก” ว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ณ เวลานั้น
- ให้คนอื่นในชีวิตช่วยรองรับความต้องการบางเรื่อง… เราอาจลืมไปว่าคนรักไม่จำเป็นต้องเป็น “ทุกอย่าง” เพื่อนร่วมงานบางคนเข้าใจความกังวลเรื่องเส้นทางอาชีพของเราได้ดีที่สุด หรือเพื่อนเก่าอาจช่วยเชื่อมโยงเรากับตัวตนในอดีตที่เราคิดถึง การมีโลกอื่นนอกเหนือจากความสัมพันธ์ จะช่วยให้คนรักไม่ต้องแบกรับการเป็น “ทั้งโลก” ของเราเพียงลำพัง
.
ท้ายที่สุดแล้ว เราคงต้องกลับมาทบทวนความคาดหวังที่มีต่อกันใหม่
คนรักที่ดีไม่จำเป็นต้องมีคำตอบให้เราในทุกเรื่อง และไม่จำเป็นต้องมีเรี่ยวแรงมหาศาลเพื่อรับฟังเราได้ในทุกคืน
ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน อาจไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ แต่คือการเข้าใจว่าในวันธรรมดาที่แสนเหน็ดเหนื่อย เราจะแบ่งปันเวลาที่มีอยู่น้อยนิดอย่างไรให้มีความหมายที่สุด และรู้ว่าเรื่องใดที่เราสามารถพึ่งพาร่มไม้ต้นอื่นได้บ้าง… เพื่อให้ความสัมพันธ์ของเรา ได้มีพื้นที่ว่างพอให้เอนหลัง และมีอากาศพริ้วไหวพอให้ความรักได้หายใจต่อไปค่ะ