เวลาพูดถึงการเคารพตัวเอง เรามักนึกถึงความรู้สึก เช่น รู้สึกว่าตัวเองมีค่า รู้สึกภูมิใจ หรือรู้สึกดีกับตัวเองให้นานที่สุด แต่เมื่อมองจากงานวิจัยหลายสิบปีที่ผ่านมา สิ่งที่วัดได้จริงกลับไม่ใช่แค่ความรู้สึก
ในปี 2020 Claudine Clucas นักจิตวิทยาชาวอังกฤษ ทำการศึกษาสี่ชุดเพื่อดูว่าอะไรทำให้คนเคารพตัวเองมากขึ้นหรือน้อยลง ตัวแปรที่ส่งผลอย่างสม่ำเสมอที่สุดมีอยู่ข้อเดียว คือคนคนนั้นใช้ชีวิตตามหลักที่ตัวเองยึดถือหรือไม่ ส่วนความเก่ง คำชม และการได้รับการยอมรับจากคนอื่น กลับแทบไม่ทำให้ตัวเลขนี้เปลี่ยนไป
เรื่องนี้น่าสนใจ เพราะความรู้สึกดีกับตัวเองแบบลอยๆ อาจไม่ได้มีอิทธิพลต่อชีวิตมากอย่างที่เราเคยเชื่อ
งานทบทวนเรื่อง self-esteem ครั้งใหญ่ในปี 2003 รวบรวมงานวิจัยหลายร้อยชิ้น แล้วพบว่าคะแนนความรู้สึกดีกับตัวเองทำนายผลการเรียน ความสัมพันธ์ หรือพฤติกรรมสุขภาพได้น้อยกว่าที่คิด ในหลายกรณี ความรู้สึกดีกับตัวเองเป็นผลจากการใช้ชีวิตที่ดี มากกว่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ชีวิตดีขึ้น
คำถามจึงเปลี่ยนจาก “ทำอย่างไรให้รู้สึกดีกับตัวเอง” เป็น “เรามีเหตุผลอะไรให้เคารพตัวเอง” และยังมีอีกวิธีวัดที่เรียบง่ายกว่านั้น คือถามตรงๆ ว่าเราเชื่อจริงหรือเปล่าว่า ตัวเองมีสิทธิ์เท่ากับคนอื่น
.
Daniela Renger นักจิตวิทยาสังคมชาวเยอรมันและทีมของเธอ เก็บข้อมูลจากคนกว่า 2,400 คนในเจ็ดประเทศเมื่อปี 2023 แล้วพบรูปแบบคล้ายกันทั้งในและนอกโลกตะวันตก… คนที่เชื่อว่าตัวเองมีสิทธิ์เท่ากับคนอื่น มักกล้ายืนยันความต้องการของตัวเองในชีวิตประจำวันมากกว่า และมีอาการซึมเศร้าน้อยกว่า สิ่งที่เชื่อมความเชื่อกับสุขภาพใจเข้าด้วยกัน ไม่ใช่คำปลอบใจหรือความคิดบวก แต่คือการลงมือทำ
อีกด้านหนึ่งของเรื่องนี้ถูกศึกษามาตั้งแต่ปี 1991 ภายใต้คำว่า self-silencing หรือการทำให้ตัวเองเงียบลง มันคือการกลืนสิ่งที่อยากพูดเพื่อรักษาความสัมพันธ์ การมองตัวเองผ่านสายตาคนอื่น และการยกความต้องการของคนอื่นไว้ก่อนทุกครั้ง จนตัวตนข้างในกับสิ่งที่แสดงออกข้างนอกค่อยๆ กลายเป็นคนละคน
งานรวบรวมสถิติพบว่า self-silencing สัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าในระดับประมาณ .39 และงานติดตามระยะยาวหลายชิ้นยังพบว่า พฤติกรรมนี้มักเกิดขึ้นก่อนอาการซึมเศร้า
.
แต่เรื่องนี้ก็ไม่ได้ตรงไปตรงมาจนสรุปได้ว่า คนที่เงียบคือคนที่ไม่เคารพตัวเอง ภาพจำเดิมมักมองว่า self-silencing เป็นเรื่องของผู้หญิง แต่งานทบทวนล่าสุดกลับพบว่า จากงานวิจัย 29 ชิ้นที่เปรียบเทียบระหว่างเพศ มีถึง 19 ชิ้นที่ผู้ชายมีแนวโน้มทำให้ตัวเองเงียบเสียงลงมากกว่า
ยิ่งไปกว่านั้น ในบางสถานการณ์ การยอมก็มีเหตุผลของมัน
บทความทางปรัชญาชิ้นหนึ่งในปี 1973 เขียนถึงคนที่ยอมคนอื่นมากเสียจนลืมไปว่าตัวเองก็มีสิทธิ์ แต่นักคิดรุ่นหลังแย้งว่า ในความสัมพันธ์ที่อำนาจห่างกันมาก การยอมอาจเป็นกลยุทธ์เพื่อเอาตัวรอด การเรียกมันว่าเป็นความบกพร่องของคนคนนั้น จึงอาจโหดร้ายเกินไป โดยเฉพาะในวัฒนธรรมที่ความเกรงใจถูกมองว่าเป็นคุณธรรม เส้นแบ่งระหว่างการรักษาน้ำใจกับการทำให้ตัวเองหายไปยิ่งบางลง
.
เรื่องที่พอจะปลอบใจได้คือ การเคารพตัวเองไม่ได้เกิดขึ้นลำพังในหัวของเรา งานวิจัยล่าสุดพบว่า การได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมจากคนรอบข้าง สามารถค่อยๆ สร้างความเชื่อว่า “ฉันก็มีสิทธิ์เท่าคนอื่น” ขึ้นมาได้ คนที่เราอยู่ด้วยจึงมีส่วนต่อความสัมพันธ์ที่เรามีกับตัวเอง มากกว่าที่คิด
และถ้าอยากให้การเคารพตัวเองกลายเป็นพฤติกรรมจริงๆ จุดเริ่มต้นอาจเล็กกว่าที่คิด ลองสังเกตช่วงเวลาที่ปากพูดอย่างหนึ่ง แต่ข้างในคิดอีกอย่าง วันหนึ่งเกิดขึ้นกี่ครั้ง ยังไม่ต้องรีบแก้อะไร แค่นับให้เห็นก่อน
จากนั้นค่อยเลือกมาสักหนึ่งครั้งในแต่ละวัน เลือกครั้งที่ต้นทุนต่ำที่สุด แล้วพูดให้ตรงกับข้างในขึ้นมาอีกนิด เช่น “วันนี้ไม่ไหว” “เรื่องนี้เราคิดต่างนะ” หรือ “ขอเวลาคิดก่อน”
ส่วนที่ยากคือ หลังจากพูดออกไป เราอาจยังไม่รู้สึกดีเลยค่ะ บางครั้งอาจรู้สึกผิดด้วยซ้ำ เพราะความรู้สึกดีมักตามมาทีหลัง และมาช้ากว่าที่คำคมทั้งหลายเคยสัญญาไว้
.
การเคารพตัวเองจึงอาจมีหน้าตาธรรมดาและน่าเบื่อมากค่ะ มันคือการพูดสิ่งที่คิดในวงที่ปลอดภัยพอ การปฏิเสธงานที่รู้อยู่แล้วว่าจะทำให้เราเกลียดตัวเอง และการทำตามหลักที่เชื่อในวันที่ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครปรบมือ และไม่มีใครชม
มันสะสมทีละครั้ง ในจังหวะของแต่ละคน
ทีนี้ลองย้อนกลับไปที่ช่องพิมพ์นั้นอีกครั้งนะคะ สามบรรทัดที่เราลบทิ้งไปครั้งล่าสุด มันเขียนว่าอะไรคะ