เวลาน้องในทีมตอบแชตกลับมาสามคำ เวลาเห็นเด็กกลุ่มหนึ่งยืนขวางทางเดินโดยไม่รู้ตัว หรือเวลาอ่านคอมเมนต์ที่เต็มไปด้วยคำที่เราแปลไม่ออกสักคำ
“เด็กสมัยนี้”
มันมาเร็วเสียจนดูเหมือนข้อสังเกตธรรมดา เหมือนเรากำลังรายงานสภาพอากาศ มากกว่ากำลังสรุปนิสัยของคนหลายล้านคนจากเหตุการณ์ที่เห็นเพียงไม่กี่วินาที
.
มีคำคมหนึ่งถูกแชร์บ่อยทุกครั้งที่เกิดดราม่าระหว่างวัย เนื้อหาประมาณว่า เด็กสมัยนี้รักความสบาย มารยาททราม ไม่เคารพผู้ใหญ่ และชอบเถียงมากกว่าออกกำลังกาย ข้างล่างมักลงชื่อไว้ว่าเป็นคำพูดของโสกราตีส
ความจริงคือโสกราตีสไม่เคยพูดประโยคนั้นค่ะ
ต้นทางของมันมาจาก Kenneth John Freeman นักวิชาการหนุ่มจากเคมบริดจ์ ซึ่งเขียนหนังสือเรื่องการศึกษาในกรีกโบราณเมื่อปี 1907 ในหนังสือเล่มนั้น เขาสรุปด้วยสำนวนของตัวเองว่า คนกรีกโบราณเคยกล่าวหาเด็ก ๆ เรื่องอะไรบ้าง
ต่อมาข้อความถูกตัดตอน ใส่เครื่องหมายคำพูด แล้วถูกยกให้เป็นคำพูดของโสกราตีสในหนังสือพิมพ์อเมริกันเมื่อปี 1922
หนึ่งร้อยปีผ่านไป มันก็ยังถูกแชร์อยู่
คำคมปลอมชิ้นนี้พิสูจน์อะไรเกี่ยวกับเด็กไม่ได้เลย แต่มันพิสูจน์บางอย่างเกี่ยวกับผู้ใหญ่ได้ชัดมาก
มันอยู่รอดมาได้ เพราะผู้ใหญ่ทุกยุคอ่านแล้วรู้สึกว่า “ครั้งนี้มันจริง”
ความรู้สึกนี้เคยถูกนำไปทดสอบอย่างจริงจังด้วยนะคะ
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science Advances เมื่อปี 2019 เก็บข้อมูลจากผู้ใหญ่อเมริกัน 3,458 คน เพื่อดูว่าพวกเขามองเด็กสมัยนี้อย่างไรเมื่อเทียบกับตอนที่ตัวเองยังเด็ก โดยแบ่งเป็นสามด้าน ได้แก่ การเคารพผู้ใหญ่ ความสามารถทางสติปัญญา และความชอบอ่านหนังสือ
ผลออกมาน่าอึดอัดพอสมควร
คนที่ให้ความสำคัญกับการเชื่อฟังและลำดับชั้นมาก มีแนวโน้มเชื่อว่าเด็กสมัยนี้ไม่เคารพผู้ใหญ่
คนที่ทำคะแนนด้านสติปัญญาได้สูง มีแนวโน้มเชื่อว่าเด็กสมัยนี้ฉลาดน้อยลง
ส่วนคนที่อ่านหนังสือเยอะ ก็มีแนวโน้มเชื่อว่าเด็กสมัยนี้ไม่อ่านหนังสือกันแล้ว
ที่น่าสนใจคือ ความเชื่อเหล่านี้เกิดขึ้นเฉพาะในด้านที่คนคนนั้นให้คุณค่าหรือมองว่าตัวเองทำได้ดี คนอ่านหนังสือเยอะไม่ได้มองว่าเด็กฉลาดน้อยลงเป็นพิเศษ และคนที่ทำคะแนนสติปัญญาสูงก็ไม่ได้มองว่าเด็กไม่เคารพผู้ใหญ่เป็นพิเศษ
พูดง่าย ๆ คือ เรามักด่ารุ่นถัดไปในด้านที่เราเก่ง
.
John Protzko หัวหน้าทีมวิจัย เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า kids these days effect และอธิบายไว้อย่างน้อยสองชั้น
ชั้นแรกคือ เมื่อเราเก่งหรือให้ความสำคัญกับเรื่องไหน เราจะมองเห็นข้อบกพร่องของคนอื่นในเรื่องนั้นได้ง่ายเป็นพิเศษ คนที่รักการอ่านย่อมสะดุดตากับเด็กที่ไม่อ่านหนังสือ มากกว่าคนที่ไม่ได้สนใจการอ่านตั้งแต่แรก
ส่วนชั้นที่สองอยู่ในความทรงจำ
ความทรงจำทำงานคล้ายบรรณาธิการมากกว่ากล้องวงจรปิด มันไม่ได้เปิดภาพเก่าให้เราดูแบบเดิมทุกครั้ง แต่หยิบเศษความทรงจำมาตัดต่อใหม่ โดยใช้ตัวเราในวันนี้เติมช่องว่างที่หายไป
วันนี้เราเป็นคนอ่านหนังสือ เราจึงอาจจำว่าตัวเองตอนอายุสิบห้าก็รักการอ่านมาตลอด วันนี้เราเป็นคนมีความรับผิดชอบ เราจึงจำว่าตัวเองตอนวัยรุ่นไม่เคยทำให้ผู้ใหญ่หนักใจ
ทั้งที่ตัวจริงในตอนนั้นอาจเคยตอบพ่อแม่ห้วน ๆ ทำการบ้านคืนก่อนส่ง และหัวเราะกับมุกที่ผู้ใหญ่ในบ้านไม่มีวันเข้าใจเหมือนกัน
เราจำตัวเองตอนสิบห้าผิด แล้วเอาความทรงจำที่ผ่านการตัดต่อแล้วนั้นไปวัดเด็กตรงหน้า
เรื่องความฉลาดยิ่งมีมุมตลกร้าย เพราะตลอดศตวรรษที่ 20 คะแนนไอคิวเฉลี่ยในหลายประเทศเพิ่มขึ้นตามเวลา ปรากฏการณ์นี้มีชื่อว่า Flynn effect
มันไม่ได้แปลว่าเด็กรุ่นใหม่เก่งกว่าในทุกด้าน คะแนนไอคิวก็ไม่ได้วัดความฉลาดทั้งหมด และในบางประเทศแนวโน้มนี้เริ่มชะลอลงแล้ว แต่อย่างน้อยประโยคว่า “เด็กรุ่นใหม่โง่ลงเรื่อย ๆ” ก็ไม่ได้มีข้อมูลรองรับมากอย่างที่หลายคนรู้สึก
.
ทีนี้มาถึงคำถามที่ลึกลงไปอีกชั้น
เวลาคนทะเลาะกันเรื่องเจน เรามักถามว่าแต่ละเจนต่างกันอย่างไร แต่แทบไม่มีใครถามว่า หมวดหมู่ที่เรากำลังใช้แบ่งคนนั้นอธิบายความแตกต่างได้ดีแค่ไหน
งานเมตาอะนาลิซิสที่ตีพิมพ์ใน Journal of Organizational Behavior เมื่อปี 2024 รวมข้อมูลจากงานวิจัยจำนวนมากเกี่ยวกับคนต่างเจนในที่ทำงาน ผลพบว่า ความแตกต่างที่เป็นระบบและมีความหมายระหว่างเจนมีอยู่น้อยมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่านิยมในการทำงาน ความผูกพันกับองค์กร ความพึงพอใจ หรือความตั้งใจลาออก
ข้อสรุปนี้ไม่ได้แปลว่าคนทุกวัยเหมือนกันหมด
มันแปลว่า หลักฐานยังไม่พอให้เราชี้ว่า ความแตกต่างที่เห็นเกิดจากการเป็นคนเจนนั้นจริง ๆ มากกว่าเกิดจากช่วงวัยหรือโลกที่เขากำลังใช้ชีวิตอยู่
เพราะเมื่อเราเปรียบเทียบคนอายุยี่สิบห้ากับคนอายุห้าสิบในปีเดียวกัน จะมีอย่างน้อยสามอย่างปนกันอยู่เสมอ
อย่างแรกคือผลของช่วงวัย
คนเพิ่งเริ่มทำงานอาจเปลี่ยนงานบ่อยกว่าคนที่มีลูก มีบ้าน และสะสมตำแหน่งมานาน ไม่ว่าจะเกิดปีไหนก็ตาม สิ่งที่ดูเหมือนนิสัยของ Gen Z จึงอาจเป็นพฤติกรรมธรรมดาของคนที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นชีวิตการทำงาน
อย่างที่สองคือผลของยุค
เศรษฐกิจ ค่าเช่า ตลาดแรงงาน และค่าครองชีพ กระทบคนทุกวัยพร้อมกัน เพียงแต่กระทบแต่ละคนไม่เหมือนกัน คนวัยห้าสิบอาจกังวลเรื่องหนี้บ้าน ส่วนคนวัยยี่สิบห้าอาจกังวลว่าจะมีวันซื้อบ้านได้หรือเปล่า
อย่างที่สามคือผลของการเป็นคนรุ่นเดียวกันจริง ๆ เช่น การเติบโตมากับเหตุการณ์ สภาพสังคม หรือวัฒนธรรมบางอย่างร่วมกัน
ปัญหาคือสามอย่างนี้แยกออกจากกันได้ยากมาก เมื่อเห็นคนรุ่นใหม่เปลี่ยนงานบ่อย เราจึงยังสรุปไม่ได้ทันทีว่าเป็นเพราะ “เจนนี้ไม่อดทน” เพราะมันอาจเป็นผลจากวัย จากตลาดงาน หรือจากทั้งสองอย่างพร้อมกัน
ความรู้สึกของหัวหน้างานที่เหนื่อย ครูที่หมดแรง หรือพ่อแม่ที่คุยกับลูกไม่รู้เรื่อง จึงไม่ได้เป็นเรื่องคิดไปเอง
คนต่างวัยมีประสบการณ์ต่างกันจริง โลกที่คนคนหนึ่งเติบโตมาย่อมเปลี่ยนวิธีคิดและพฤติกรรมของเขาจริง
แต่คำอธิบายว่า “เพราะมันเป็นเจนนี้” มักทำงานได้ไม่ดี เพราะมันเอาสิ่งที่ควรตรวจสอบได้ ไปแปลงเป็นคำตัดสินทางบุคลิกภาพ
.
เดือนมิถุนายน 2569 มีดราม่าเรื่องเด็กจบใหม่เรียกเงินเดือน 26,000–31,000 บาท โดยอธิบายว่าคำนวณจากค่าครองชีพในกรุงเทพฯ แล้ว
เราจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับตัวเลขนั้นก็ได้ เพราะเงินเดือนที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับตำแหน่ง ทักษะ ประสบการณ์ สวัสดิการ และราคาตลาด สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นข้อมูลที่ตรวจสอบและถกเถียงกันได้
แต่บทสนทนาจำนวนมากกลับข้ามคำถามเหล่านั้นไป แล้วจบลงที่การตัดสินนิสัยของคนทั้งรุ่น
แทนที่จะคุยกันว่าค่าแรงสัมพันธ์กับค่าครองชีพหรือไม่ กลับกลายเป็นว่าเด็กรุ่นนี้ไม่เจียมตัว ไม่อดทน หรือไม่รู้จักเริ่มจากศูนย์
ปัญหาเชิงโครงสร้างจึงถูกย่อให้เหลือปัญหาเชิงบุคลิกภาพ แล้วคนต่างวัยก็ทะเลาะกันเองในแนวตั้ง ขณะที่เงื่อนไขที่กดทุกคนอยู่ยังตั้งอยู่ด้านหลังเหมือนเดิม
ทางลัดนี้ทำงานได้ทั้งสองฝั่ง คนอายุน้อยที่สวนกลับด้วยคำว่า “บูมเมอร์” ก็กำลังใช้ปีเกิดแทนการฟังเหตุผลของคนตรงหน้าเช่นกัน
แต่ในระดับอำนาจ ผลของคำเหมารวมสองฝั่งอาจต่างกันมาก
คำเหมารวมจากหัวหน้าเปลี่ยนเงินเดือนและโอกาสเลื่อนตำแหน่งได้จริง คำตัดสินจากครูเปลี่ยนคะแนนและเส้นทางการศึกษาได้จริง ส่วนผู้ปกครองก็ยังควบคุมทรัพยากรและเสรีภาพบางอย่างในชีวิตของลูกได้
ดังนั้น แม้ทั้งสองฝ่ายจะใช้ป้ายชื่อเหมือนกัน ก็ไม่ได้แปลว่าทั้งสองฝ่ายมีอำนาจทำร้ายกันได้เท่ากัน
การรู้จักอคติของตัวเองไม่ได้แปลว่าคำวิจารณ์ทุกอย่างผิด บางคนมาสายจริง ส่งงานช้าจริง ตอบข้อความไม่ครบจริง เหมือนมนุษย์ทุกวัยที่เคยทำเรื่องเหล่านี้
ประเด็นคือ เราสามารถวิจารณ์พฤติกรรมของใครสักคนได้ โดยไม่ต้องลากคนทั้งรุ่นมารับโทษด้วย
“ข้อความนี้ข้อมูลไม่ครบ” แม่นกว่า “เด็กเจนนี้สื่อสารไม่เป็น”
“เขาส่งงานช้าสามครั้งแล้ว” ใช้งานได้จริงกว่า “เด็กรุ่นใหม่ไม่มีความอดทน”
ประโยคที่เฉพาะเจาะจงทำให้เรารู้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน และเปิดทางให้อีกฝ่ายแก้ไขได้ ส่วนป้ายชื่อรุ่นบอกเพียงว่า ปัญหาอยู่ในปีเกิดของเขา และดูเหมือนจะไม่มีอะไรให้เปลี่ยน
ครั้งหน้าที่คำว่า “เด็กสมัยนี้” กำลังจะหลุดออกจากปาก เราอาจไม่ต้องรีบห้ามตัวเองบ่น แค่จับประโยคนั้นค้างไว้ครึ่งวินาที แล้วลองดูว่าเรื่องที่กำลังหงุดหงิด เป็นเรื่องที่เราภูมิใจว่าตัวเองทำได้ดีหรือเปล่า
จากนั้นลองเปลี่ยนประโยคว่า “รุ่นนี้เป็นแบบนี้” เป็น “อะไรในเงื่อนไขชีวิตของเขาที่ต่างจากของเรา” แล้วดูว่าคำอธิบายเปลี่ยนไปไหม
บางครั้งคำตอบอาจยังเป็นว่า เขาไม่รับผิดชอบจริง
แต่บางครั้งเราอาจพบว่า สิ่งที่เรียกว่าความเอาแต่ใจคือการมีอำนาจต่อรอง สิ่งที่เรียกว่าไม่สู้งานคือการปฏิเสธเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรม หรือสิ่งที่เรียกว่าไม่มีมารยาท อาจเป็นเพียงมารยาทคนละชุดที่ยังไม่มีใครนั่งลงแปลให้กันฟัง
.
ข้อความที่ Freeman เขียนไว้เมื่อกว่าร้อยปีก่อน ยังวิ่งอยู่บนไทม์ไลน์ในปี 2569 โดยมีคนหน้าใหม่ผลัดกันเชื่อว่า ครั้งนี้มันจริงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
ทุกรุ่นเคยเชื่อแบบนั้น รวมถึงรุ่นที่ครั้งหนึ่งเคยถูกผู้ใหญ่บ่นว่าจะเสียคนเพราะโทรทัศน์ เพลงร็อก หนังสือการ์ตูน หรือร้านเกม
ลองนึกถึงคนรุ่นถัดจากเราสักคนที่เราเคยหมั่นไส้ดูนะคะ
เราอาจไม่ได้หมั่นไส้เขาเพียงเพราะเขาทำอะไรผิด แต่อาจเป็นเพราะเขาทำได้ไม่ดีในเรื่องที่เราภูมิใจ หรือกำลังใช้ชีวิตอยู่ในเงื่อนไขที่เราไม่เคยต้องเจอ
และก่อนจะเรียกใครว่า “เด็กสมัยนี้” บางทีเราอาจลองเรียกชื่อเขาก่อน และอะไรๆ ก็อาจเปลี่ยนไปในทิศทางที่มีทางออกค่ะ