อ่านแล้วก็สนุกดีนะคะ แต่พอวางการ์ตูนลง สิ่งที่ชวนให้คิดต่อคือระยะห่างระหว่างสิ่งที่คนหนึ่งคิด กับสิ่งที่คนอื่นเคยได้ยินจากเขา
บางคนอยู่ใกล้กันทุกวัน แต่แทบไม่เคยได้ยินเลยว่าอีกคนต้องการอะไร
แล้วก็ไม่ใช่เพราะข้างในไม่มีคำตอบด้วยนะ แต่เป็นเพราะคำตอบนั้นไม่เคยเดินทางมาถึงปากต่างหากล่ะ
.
ลองนึกถึงมื้อเย็นธรรมดามื้อหนึ่ง คนตรงหน้าถามว่าอยากกินอะไร เรามีร้านอยู่ในใจแล้ว แต่พอได้ยินว่าเขาอยากกินอีกร้าน คำตอบของเราก็เปลี่ยนเป็น “ได้หมดเลย”
เรื่องแค่นี้อาจไม่มีอะไร เราอาจกินอะไรก็ได้จริงๆ หรือวันนี้อยากตามใจเขาเป็นพิเศษ
แต่ลองนึกต่อว่า ถ้าบทสนทนาแบบเดียวกันเกิดขึ้นกับทุกเรื่อง ตั้งแต่จะไปไหน ใช้วันหยุดอย่างไร ไปจนถึงเรื่องที่ทำให้เราเสียใจ
ข้างในมีความรู้สึกเต็มอก แต่ที่ออกมาทางปากคือ “ไม่เป็นไร” “ตามสบายเลย” “แล้วแต่เธอ”
ไม่ได้พูดเพราะสบายใจด้วยนะ แต่เพราะกลัวว่าถ้าพูดของจริง คนตรงหน้าจะรักเราน้อยลง
.
Dana Crowley Jack นักจิตวิทยาผู้เขียนหนังสือ Silencing the Self : Women and Depression ในปี 1991 พัฒนาแนวคิดเรื่อง self-silencing จากการติดตามประสบการณ์ของผู้หญิงที่มีภาวะซึมเศร้า เพื่อทำความเข้าใจความเชื่อและวิธีวางตัวในความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับความทุกข์ของพวกเธอ
Self-silencing คือการกดความคิด ความรู้สึก หรือความต้องการของตัวเองไว้ เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งและรักษาความสัมพันธ์ ความเชื่อเบื้องหลังอาจมีหน้าตาอย่างเช่น “การดูแลคนอื่นต้องมาก่อนความต้องการของเรา” หรือ “ถ้าพูดสิ่งที่รู้สึกจริงๆ ออกไป เราอาจเสียเขาไป”
ในกรอบของ Jack ยังมีสิ่งที่เรียกว่า divided self หรือความรู้สึกว่าตัวตนข้างในกับข้างนอกแยกจากกัน ข้างนอกแสดงความยินยอม พยายามทำให้อีกฝ่ายพอใจ ขณะที่ข้างในมีความโกรธและความรู้สึกที่ไม่ได้พูด
ถ้าจะนึกเป็นภาพ ก็คงเหมือนมีตัวเราคนหนึ่งนั่งยิ้มอยู่บนโต๊ะอาหาร กับตัวเราอีกคนที่ยืนดูอยู่ข้างในเงียบๆ
คนหนึ่งตอบว่า “ได้หมดเลย”
อีกคนอยากถามว่า แล้วเมื่อไรจะถึงตาของเราบ้าง
สิ่งที่ต้องแยกให้ออกคือ การเก็บอาการได้ ไม่ได้แปลว่าจัดการความรู้สึกนั้นได้แล้ว
.
ในงานทดลองปี 1993 James Gross และ Robert Levenson ให้ผู้เข้าร่วมดูหนังที่กระตุ้นความรังเกียจ โดยขอให้บางคนพยายามไม่แสดงอารมณ์ออกมา ผลคือพวกเขาเก็บอาการได้จริง แต่ไม่ได้รายงานว่ารู้สึกน้อยลงตามไปด้วย การตอบสนองทางกายก็ไม่ได้สงบลงทั้งหมด ตัวชี้วัดบางอย่างกลับเพิ่มขึ้น
งานนี้ศึกษาการยับยั้งการแสดงออกของอารมณ์ ไม่ใช่ self-silencing ทั้งหมด แต่ช่วยให้เห็นความต่างระหว่าง “คนอื่นมองไม่เห็น” กับ “เราไม่รู้สึกแล้ว”
อีกงานหนึ่งของ Emily A. Butler และคณะในปี 2003 ให้ผู้หญิงที่ไม่รู้จักกันคุยเรื่องชวนไม่สบายใจ เมื่อฝ่ายหนึ่งถูกขอให้เก็บการแสดงออกทางอารมณ์ การสื่อสารกลับติดขัด ความรู้สึกเข้ากันได้ลดลง และคู่สนทนาก็มีการตอบสนองของความดันโลหิตเพิ่มขึ้นด้วย
แต่ก็ไม่ได้แปลว่าความเงียบทำร้ายทุกความสัมพันธ์ งานต่อมายังพบว่าค่านิยมทางวัฒนธรรมมีส่วนเปลี่ยนผลทางสังคมของการเก็บอารมณ์ด้วย เราจึงเอาการทดลองหนึ่งไปตัดสินทุกบทสนทนาไม่ได้
ทั้งนี้สิ่งที่ชวนให้คิดคือ ความนิ่งของเราไม่ได้รับประกันว่าบทสนทนาจะสงบขึ้นตามไปด้วย
เราอาจนั่งอยู่ตรงนั้นโดยไม่มีใครขึ้นเสียง และยังมีเรื่องสำคัญระหว่างเราที่ไม่ได้รับการพูดถึงเลย
.
แต่อีกด้าน เราก็ต้องยุติธรรมกับความเงียบด้วยค่ะ
ไม่มีใครจำเป็นต้องใช้ชีวิตเหมือนถือโชจิกิทาโร่อยู่ตลอดเวลา ความคิดที่แวบขึ้นมาไม่จำเป็นต้องกลายเป็นคำพูดทุกประโยค และความจริงใจก็ไม่ใช่ใบอนุญาตให้พูดอะไรก็ได้โดยไม่สนใจว่าจะทำร้ายใคร
เราอาจเงียบเพื่อรอให้อารมณ์เย็นลง เพื่อหาคำที่ตรงกับสิ่งที่รู้สึก หรือเพราะวันนี้อีกฝ่ายเหนื่อยเกินกว่าจะรับบทสนทนานี้ไหว
สิ่งที่น่าสังเกตจึงอาจไม่ใช่ว่าเราเงียบมากแค่ไหน แต่คือระหว่างที่เงียบ เรายังรู้สึกว่าความต้องการของตัวเองมีความหมายอยู่หรือเปล่า
“วันนี้ยังไม่พร้อมพูด” ต่างจาก “เรื่องของเราไม่สำคัญพอจะพูด”
.
และบางครั้ง ความเงียบก็ไม่ได้เกิดจากการคิดมากไปเอง
ในงานของ Jack มีทั้งบริบทของความรุนแรง ความไม่เท่าเทียม และการพึ่งพาทางเศรษฐกิจ การไม่พูดจึงอาจเป็นความพยายามรักษาความปลอดภัย ไม่ใช่เพียงความกลัวที่แก้ได้ด้วยการรวบรวมความกล้า
บางคนไม่ได้เงียบเพราะไม่เคยลองพูด
เขาเงียบเพราะเคยพูดแล้วมีราคาต้องจ่าย
สำหรับคนเหล่านั้น จุดเริ่มต้นคงไม่ใช่การกลับไปพูดกับคนเดิมให้ดังขึ้น แต่อาจเป็นการหาคนที่ไว้ใจและพื้นที่ที่ปลอดภัยพอจะเริ่มเล่า โดยไม่ต้องบังคับตัวเองให้เปิดเผยทุกอย่างในวันที่ยังไม่พร้อม
.
พอมองแบบนี้ สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับโชจิกิทาโร่จึงไม่ใช่แค่การมีใครช่วยพูดความจริง
เพราะต่อให้ตุ๊กตาพูดความในใจออกมาได้ทุกคำ มันก็ทำอีกอย่างแทนคนตรงหน้าไม่ได้
การรับฟัง
การทำให้ใครสักคนพูดออกมาได้ครั้งหนึ่ง กับการทำให้เขารู้สึกว่าครั้งหน้าก็พูดได้ เป็นคนละเรื่องกัน
เราไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับทุกความต้องการของคนที่เรารัก แต่การได้ยินว่าเขาต้องการอะไร ก็ไม่ควรถูกนับเป็นความผิดตั้งแต่ต้น
และคนที่ต้องเขียนจดหมาย ส่งข้อความ หรือขอให้ใครช่วยเริ่มบทสนทนา ก็ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ความจริงใจด้วยการพูดต่อหน้าให้ได้
ไม่มีคะแนนพิเศษสำหรับคนที่พูดโดยไม่สั่นไหว
สิ่งสำคัญกว่าคือ ความรู้สึกนั้นมีโอกาสได้รับการรับฟังหรือเปล่า
.
เราอาจเริ่มจากเรื่องเล็กที่สุดก็ได้นะคะ
ตอนคนที่เราไว้ใจถามว่าอยากกินอะไร แล้วเรากำลังจะตอบว่า “อะไรก็ได้” ลองหยุดสักครู่ ถ้าข้างในมีคำตอบอยู่ ลองปล่อยคำนั้นออกมา
“วันนี้เราอยากกินร้านนี้”
เขาอาจอยากกินอีกร้าน แล้วเราค่อยคุยกันต่อ การมีเสียงไม่ได้หมายความว่าเราต้องได้ตามใจ แต่ในบทสนทนานั้น อย่างน้อยความต้องการของเราก็ได้เข้ามานั่งอยู่บนโต๊ะด้วย
และในวันที่คำตอบของเราได้รับการรับฟัง ตัวเราที่ยืนดูอยู่ข้างในคงขยับเข้ามาใกล้ตัวเราข้างนอกอีกนิด
ไม่ต้องกลายเป็นคนที่พูดเก่ง ไม่ต้องเปิดเผยทุกเรื่อง และไม่ต้องฝึกให้ตัวเองพูดทุกความรู้สึกได้ทันที
เราเพียงไม่ควรต้องลบตัวเองออก เพื่อให้ความสัมพันธ์ดำเนินต่อไป
ถ้าตอนนี้มีโชจิกิทาโร่อยู่ในมือ ประโยคแรกที่มันจะพูดคืออะไรนะ
ยังไม่ต้องรีบบอกใครก็ได้
แต่อย่างน้อย คราวนี้ลองฟังตัวเองให้จบก่อนค่ะ