100 ปีของเครื่องทุ่นแรง เทคโนโลยีเปลี่ยนไป ทำไมคนเหนื่อยยังเป็นหน้าเดิม

ปี 1900 การซักผ้าหนึ่งครั้งหมายถึงการต้มน้ำ หาบน้ำ ขัดผ้ากับกระดานซัก บิดด้วยมือ แล้วตากทั้งวัน ผู้หญิงส่วนใหญ่จึงซักอาทิตย์ละครั้ง บางบ้านเดือนละครั้ง

ร้อยปีต่อมา เรามีเครื่องที่กดปุ่มเดียวจบ และเราซักผ้ากันเกือบทุกวัน

.

Ruth Schwartz Cowan นักประวัติศาสตร์ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เจ้าของปริญญาเอกจาก Johns Hopkins เขียนหนังสือชื่อ More Work for Mother ในปี 1983 เพื่อตอบคำถามที่ค้างคาใจเธอมานาน

คำถามที่ว่าคือ….ทำไมบ้านที่เต็มไปด้วยเครื่องทุ่นแรง ถึงยังกินเวลาของคนในบ้านเท่าเดิม

ก่อนหน้านั้นเก้าปี Joann Vanek นักสังคมวิทยาชาวอเมริกัน ตีพิมพ์บทความใน Scientific American ที่รวบรวมบันทึกการใช้เวลาของแม่บ้านตั้งแต่ทศวรรษ 1920 ถึง 1960 ตัวเลขที่ได้แทบไม่ขยับ ราวห้าสิบชั่วโมงต่อสัปดาห์ ตลอดสี่ทศวรรษที่เครื่องซักผ้า ตู้เย็น เครื่องดูดฝุ่น และเตาแก๊สทยอยเข้าบ้านจนครบ

คำอธิบายของ Cowan มีสามชั้น และชั้นแรกคือชั้นที่คนมองข้ามบ่อยที่สุดค่ะ
เครื่องทุ่นแรงส่วนใหญ่ไม่ได้เข้ามาแทนงานของผู้หญิง แต่เข้ามาแทนงานของคนอื่นในบ้าน
ก่อนมีน้ำประปา เด็กคือคนหาบน้ำ ก่อนมีเตาแก๊ส ผู้ชายคือคนผ่าฟืนและขนถ่าน ครอบครัวที่พอมีเงินก็จ้างคนมาซักรีดหรือส่งผ้าออกไปข้างนอก
เมื่อเครื่องจักรเข้ามา งานของเด็ก ของผู้ชาย และของคนรับใช้หายไปก่อน

เหลือคนเดิมยืนอยู่หน้าเครื่องเพียงลำพัง

ชั้นที่สองคือมาตรฐาน
เสื้อผ้าที่เคยใส่สามวันแล้วค่อยซัก กลายเป็นใส่วันเดียวต้องซัก ผ้าปูที่นอนที่เคยเปลี่ยนเดือนละหน กลายเป็นสัปดาห์ละหน พื้นที่เคยถูอาทิตย์ละครั้ง กลายเป็นทุกวันเพราะเครื่องดูดฝุ่นทำให้มันง่ายพอจะทำทุกวัน

ความง่ายที่เพิ่มขึ้นถูกแปลงเป็นความถี่ที่เพิ่มขึ้นเกือบจะทันที
และเส้นมาตรฐานใหม่ก็ถอยกลับได้ยากมาก เพราะเมื่อบ้านอื่นสะอาดขนาดนั้น บ้านที่สะอาดน้อยกว่าจะถูกอ่านว่าเจ้าของบ้านบกพร่อง

ชั้นที่สามน่าสนใจที่สุด และแทบไม่มีใครพูดถึงในบ้านเรา
ต้นศตวรรษที่ยี่สิบ อเมริกามีอุตสาหกรรมซักรีดเชิงพาณิชย์ที่กำลังโต ร้านซักรีดไอน้ำรับผ้าจากบ้านทั่วเมือง ราคาถูกกว่าจ้างคนมาซักที่บ้าน และทศวรรษ 1920 คือจุดสูงสุดของอุตสาหกรรมนี้

ปีเดียวกันนั้นเองที่เครื่องซักผ้าไฟฟ้าเริ่มถูกโฆษณาอย่างหนักเข้าไปในบ้าน
ผู้ผลิตเครื่องขายภาพของภรรยาที่ดูแลผ้าของครอบครัวด้วยมือตัวเอง ร้านซักรีดขายภาพของความสะดวกสบาย สุดท้ายเครื่องชนะ แล้วอุตสาหกรรมซักรีดก็ทรุดลงเรื่อยมา

งานที่เกือบจะกลายเป็นบริการสาธารณะ ถูกดึงกลับเข้าบ้าน แล้วแจกจ่ายให้ผู้หญิงคนละหลัง ทำคนละเครื่อง คนละมุมเมือง

ถนนเส้นที่ถูกทิ้งไปเส้นนี้ กำลังถูกเปิดใหม่บางส่วนในบ้านเรา ร้านสะดวกซักที่โผล่ขึ้นตามตรอกซอกซอยคือการพางานซักผ้าออกจากบ้านอีกครั้ง หลังจากมันถูกดึงกลับเข้าไปนานเกือบร้อยปี

.

แต่ข้อสรุปของ Cowan ก็ถูกท้าทายอย่างหนักในรุ่นหลังนะคะ

Valerie Ramey นักเศรษฐศาสตร์จาก UC San Diego กลับไปขุดข้อมูลดิบชุดเดิม แล้วพบว่าชั่วโมงงานบ้านลดลงจริงในครึ่งหลังของศตวรรษ ฝั่งนักสังคมวิทยาที่ทำงานกับข้อมูลการใช้เวลาก็ยืนยันแนวเดียวกัน ว่างานครัวและงานทำความสะอาดหดตัวลง แม้เวลาที่ใช้เลี้ยงลูกและซื้อของจะโตขึ้นมาชดเชยบางส่วน

ตัวเลขจึงขยับ
แต่สิ่งที่แทบจะไม่ขยับเลยตลอดร้อยปี คือคำตอบของคำถามว่าใครเป็นคนทำ

เทคโนโลยีเปลี่ยนปริมาณงานได้ ทว่ามันไม่เคยแตะโครงสร้างที่กำหนดว่างานนี้เป็นของใคร

.

และตอนนี้….เรื่องเดิมกำลังเกิดซ้ำในบ้านที่มีของอัจฉริยะ

Yolande Strengers อาจารย์ด้านสังคมวิทยาดิจิทัลจาก Monash University และ Jenny Kennedy จาก RMIT University เขียนถึงเรื่องนี้ในหนังสือปี 2020 ว่าอุปกรณ์รุ่นใหม่ยังเดินตามแบบเดิม

หุ่นยนต์ดูดฝุ่นทำงานแทนเราได้จริง แต่มันสร้างงานใหม่ขึ้นมาด้วย ต้องเก็บสายไฟให้เรียบก่อน ต้องล้างถัง ต้องอัปเดตแอป ต้องหาว่ามันไปติดอยู่ใต้โซฟาตัวไหน งานชุดนี้มีชื่อเรียกว่า digital housekeeping และมันตกกับคนที่เดิมเป็นคนดูแลบ้านอยู่แล้ว

สิ่งที่พอทำได้ อาจเริ่มจากการเปลี่ยนคำถามตอนจะซื้อของเข้าบ้าน
แทนที่จะถามว่าเครื่องนี้ประหยัดเวลาได้กี่ชั่วโมง ลองถามว่ามันจะไปลดงานของใคร แล้วมันจะสร้างงานใหม่ให้ใคร

ถ้าคำตอบสองข้อนี้คือคนคนเดียวกัน เครื่องนั้นแค่ย้ายงานจากมือหนึ่งไปอีกมือหนึ่งของคนเดิม

การแบ่งงานกันจริงๆ ต้องใช้บทสนทนา และบทสนทนาแบบนั้นค่อยๆ เกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีคนยอมเห็นว่ามันเป็นงานก่อน

.

เครื่องซักผ้าปลดปล่อยเราจากกระดานซักผ้าได้จริง แต่มันไม่เคยมีหน้าที่ตอบว่าใครควรเป็นคนกดปุ่ม คำตอบนั้นเป็นของคนในบ้าน และเป็นสิ่งเดียวที่เทคโนโลยีทำแทนให้ไม่ได้

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ‘งานบ้าน’ ไม่ใช่แค่เรื่องของการทำความสะอาด แต่มันคือภาษาของความใส่ใจ
หากเราปล่อยให้เทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือที่ซ่อนความเหนื่อยล้าของคนๆ เดียวเอาไว้ ความสัมพันธ์ในครอบครัวก็อาจค่อยๆ สึกหรอไปพร้อมกับรอบการปั่นของเครื่องซักผ้า

การตกลงแบ่งปันหน้าที่กัน การมองเห็นคุณค่าในงานที่ไม่มีใครอยากทำ ต่างหากคือ ‘นวัตกรรม’ ที่แท้จริง บ้านที่อบอุ่นจึงไม่ใช่บ้านที่มีอุปกรณ์อัจฉริยะที่สุด แต่คือบ้านที่สมาชิกจับมือกันแบ่งเบาภาระ เพื่อให้ทุกคนมีเวลาเหลือพอที่จะมานั่งมองหน้า และเติบโตไปด้วยกัน

Related Posts