เหตุผลที่มาถึงหลังคำตัดสิน

เคยมีเหตุการณ์แบบนี้ในชีวิตมั้ยคะ….เราอธิบายให้ใครสักคนฟังว่าทำไมถึงตัดสินใจแบบนั้น แล้วคำอธิบายก็ออกมาลื่นไหลมาก มันเรียบร้อย มีเหตุมีผลครบทุกข้อ คนฟังพยักหน้า เราก็พยักหน้าตาม แต่พอกลับถึงบ้าน คืนนั้นเอง มีเสียงเล็ก ๆ ข้างในถามขึ้นมาว่า ที่พูดไปเมื่อกลางวันน่ะ จริงแค่ไหน

ความสงสัยแบบนี้เคยถูกคิดจนสุดทางมาแล้วในวงการปรัชญา Immanuel Kant เสนอว่าเรามองทุกอย่างผ่านโครงสร้างการรับรู้ของตัวเอง เหมือนใส่แว่นที่ถอดไม่ออก โลกที่เราเห็นจึงผ่านเลนส์นั้นมาแล้วเสมอ

Arthur Schopenhauer นักปรัชญาชาวเยอรมัน รับความคิดนี้มา แล้วชี้ไปที่จุดหนึ่ง… มีอยู่สิ่งเดียวในโลกที่เราอยู่ข้างในมันจริง ๆ คือตัวเราเอง
คำถามคือ ต่อให้ยืนใกล้ขนาดนั้น เรามองเห็นข้างในของตัวเองชัดแค่ไหนกันแน่

ใน The World as Will and Representation ซึ่งออกสู่สาธารณะปลายปี 1818 Schopenhauer เสนอว่าสิ่งที่ขับเคลื่อนชีวิตคือสิ่งที่เขาเรียกว่า Will
คำนี้ไม่ได้หมายถึง “ความตั้งใจ” แบบที่เราคิดทบทวนมาแล้ว แต่หมายถึงแรงอยาก แรงดิ้นรน และแรงผลักที่อยู่ลึกกว่าการให้เหตุผล
มันมืดบอด ไม่มีเป้าหมายสุดท้าย และไม่ต้องรอให้สติปัญญาอนุมัติก่อน
ส่วนสติปัญญาของเราเกิดขึ้นทีหลัง และหลายครั้งก็ทำหน้าที่รับใช้แรงผลักนั้น

เราอาจรู้ว่าตัวเองกำลังอยากหรือกำลังกลัวอะไรอยู่ แต่นั่นยังห่างจากการรู้ล่วงหน้าว่า เมื่อเจอสถานการณ์จริง เราจะกลายเป็นคนแบบไหน
ในงานที่ได้รับรางวัลจาก Royal Norwegian Society of Sciences and Letters เมื่อปี 1839 ซึ่งต่อมารู้จักกันในชื่อ On the Freedom of the Will เขาเสนอว่า เราค่อย ๆ รู้จักนิสัยของตัวเองผ่านสิ่งที่ทำลงไปแล้ว

เราเห็นว่าเราเป็นใครจากการกระทำ มากกว่าจากภาพที่เราเชื่อเกี่ยวกับตัวเอง
เหตุผลที่เราให้กับตัวเองจึงห่างจากการเป็นบันทึกตรงจากห้องเครื่อง
หลายครั้งมันเป็นเรื่องเล่าที่สติปัญญาประกอบขึ้นจากเบาะแสที่มี เหมือนทนายที่เดินเข้ามาในห้องหลังศาลตัดสินไปแล้ว แล้วค่อยเรียบเรียงคำแถลงให้คำตัดสินนั้นฟังดูสมเหตุสมผล

เกือบร้อยสี่สิบปีต่อมา งานวิจัยทางจิตวิทยาก็เดินมาเจอภาพที่คล้ายกันในอีกภาษาหนึ่งค่ะ

Richard Nisbett และ Timothy Wilson ตีพิมพ์บทความชื่อ Telling More Than We Can Know ในวารสาร Psychological Review เมื่อปี 1977

งานหนึ่งที่พวกเขายกมา คือการตั้งโต๊ะในห้าง วางถุงน่องไนลอนสี่คู่เรียงกันจากซ้ายไปขวา แล้วชวนคนเดินผ่านมาชี้ว่าคู่ไหนคุณภาพดีที่สุด
ความจริงคือทั้งสี่คู่เป็นของเหมือนกันทุกประการ ต่างกันแค่ตำแหน่งที่วางเท่านั้น
ผลออกมาว่าคู่ขวาสุดถูกเลือกมากกว่าคู่ซ้ายสุดเกือบสี่เท่า ตำแหน่งจึงเป็นสิ่งเดียวที่กำหนดคำตอบได้
แต่พอถามว่าทำไมถึงเลือกคู่นั้น คำตอบที่ได้กลับเป็นเรื่องเนื้อผ้า ความบาง และความยืดหยุ่น
และเมื่อถามตรง ๆ ว่าตำแหน่งมีผลไหม แทบทุกคนปฏิเสธ

Schopenhauer เองก็รู้ว่าความสงสัยมีจุดที่ควรหยุดนะคะ
มีความคิดแบบหนึ่งที่บอกว่า โลกทั้งใบอาจเป็นแค่ภาพในหัวเรา และคนอื่นมีตัวตนอยู่จริงหรือเปล่าก็ยังพิสูจน์ไม่ได้
เขายอมรับว่าไม่มีใครหักล้างความคิดนี้ได้ แล้วเปรียบมันเป็นป้อมที่ตีไม่แตก ซึ่งคนข้างในก็ออกมาทำอะไรไม่ได้เหมือนกัน ความสงสัยที่หาคำตอบไม่ได้ และรู้ไปก็ใช้ทำอะไรต่อไม่ได้ เราเดินผ่านมันไปได้เลย

ตัวเขาเองก็มีข้อที่พลาด เขาเชื่อว่านิสัยของคนเราตายตัวตั้งแต่เกิดจนตาย
งานวิจัยเรื่องบุคลิกภาพรุ่นหลังพบว่า คนเรามีทั้งส่วนที่ค่อนข้างคงที่ และส่วนที่ขยับได้ตลอดชีวิต
ข้อสังเกตของเขาเรื่องเหตุผลที่มาทีหลังยังใช้ได้ ส่วนข้อสรุปที่ว่าเราเปลี่ยนไม่ได้อันนั้นผ่านได้เลย

คำถามที่ตามมาคือ ถ้าเชื่อคำอธิบายของตัวเองได้ไม่เต็มร้อย แล้วเราจะอยู่กับตัวเองยังไง
ทางที่พอไปได้คือเลิกขุดหาเหตุผลที่แท้จริงจาก ‘ครั้งเดียว’ แล้วหันมาดูว่าการเลือกแบบเดิมของเราเคยเกิดขึ้นตอนไหนบ้าง
เวลาคำอธิบายของตัวเองออกมาเร็วเกินไปและเรียบร้อยเกินไป ให้สังเกตความเรียบร้อยนั้นไว้ เพราะคำตอบที่ลื่นเกินมักทำให้เราเลิกถามต่อ
แทนที่จะถามว่า “ทำไมถึงเลือกแบบนี้”
ลองเปลี่ยนเป็น “ครั้งก่อน ๆ ที่เลือกแบบเดียวกัน ตอนนั้นกำลังรู้สึกอะไรอยู่”
คำถามแรกได้คำอธิบายกลับมา คำถามที่สองได้เรื่องที่เกิดขึ้นจริงกลับมา

อีกอย่างที่ทำได้คือจดไว้ตอนกำลังตัดสินใจ ทั้งเหตุผลที่คิดว่าใช่ สิ่งที่กำลังกลัว และสิ่งที่หวังว่าจะเกิด แล้วเก็บไว้สักพัก ค่อยกลับมาอ่าน
พอเอาสิ่งที่เคยเขียนไว้มาเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ช่องว่างตรงกลางมักบอกอะไรได้มากกว่าคำอธิบายที่สวยที่สุด
และเวลาฟังคนอื่นอธิบายตัวเอง ความเข้าใจข้อนี้อาจทำให้เราใจดีกับเขาขึ้นอีกนิด เพราะเขาก็กำลังเดาใจตัวเองอยู่เหมือนกัน ในแบบของเขาเอง

ความสงสัยแบบ Schopenhauer ไม่ได้ขอให้เราเลิกเชื่อตัวเอง
มันแค่ขอให้ลดความมั่นใจลงหนึ่งระดับ พอให้คำอธิบายของเรายังเป็นคำแถลงของทนาย โดยไม่กลายเป็นคำพิพากษา

อยากลองชวนนึกดูค่ะ ….การตัดสินใจครั้งล่าสุดที่เราอธิบายให้คนอื่นฟังได้อย่างมั่นใจ นอกจากเหตุผลที่พูดออกไป มีแรงผลักอะไรอีกหนึ่งอย่างที่อาจแอบมีส่วนอยู่ด้วยมั้ยคะ

Related Posts