มันเลยดูรักกันมาก อบอุ่นมาก แต่ลึกๆ เรารู้ว่าถ้าวันหนึ่งเราไม่เก่งแล้ว เราหยุดสร้างผลงาน เราหมดประโยชน์ขึ้นมา สายตาที่เคยมองเราด้วยความชื่นชมจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความเฉยชา
เมื่อความรักถูกจัดระเบียบให้เหมือนการจ้างงานแบบไม่เป็นทางการ เราก็ได้แต่ทำงานต่อไปเรื่อยๆ เพราะกลัวถูกเลิกจ้างจากใจของใครบางคน
ร่างกายรู้เรื่องนี้ดีกว่าเราค่ะ
ตราบใดที่ความสัมพันธ์ขับเคลื่อนด้วยประโยชน์ใช้สอย ระบบประสาทจะเข้าโหมดเฝ้าระวังโดยอัตโนมัติ นั่งกินมื้อค่ำราคาแพงอยู่แท้ๆ แต่บ่าไหล่ยังเกร็ง ลมหายใจยังตื้น เพราะเราต้องทำหน้าที่เป็นตัวตนที่น่าดึงดูดอยู่ตลอดเวลา
สิ่งที่มนุษย์ต้องการจริงๆ ลึกกว่านั้นมากค่ะ มันคือการถูกมองเห็นในเวอร์ชันที่ไร้ประโยชน์ที่สุด เวอร์ชันที่คิดอะไรเฉียบคมไม่ออก หยิบยื่นอะไรให้ใครไม่ได้ แค่นอนถอนหายใจงงๆ อยู่บนโซฟา แล้วยังมีใครสักคนอยากนั่งอยู่ตรงนั้นด้วย
ทั้งนี้ ความสัมพันธ์เชิงประโยชน์เองก็มีที่ทางของมันค่ะ ทุกสายสัมพันธ์ล้วนมีการแลกเปลี่ยนปะปนอยู่บ้างเป็นธรรมดา ปัญหาเกิดตอนที่มันกลายเป็นความสัมพันธ์แบบเดียวที่เราเหลืออยู่ต่างหาก
และบางที คนที่ขังตัวตนจริงไว้หลังม่านตั้งแต่แรก อาจเป็นเราเอง เพราะการถูกรักในฐานะร่างทอง อย่างน้อยก็ปลอดภัยกว่าการเสี่ยงให้ใครเห็นตัวจริงแล้วถูกปฏิเสธ
จุดเริ่มต้นเล็กๆ อาจเป็นการลองนึกว่า มีใครบ้างที่เราเคยปล่อยให้เห็นเราในวันที่แย่จริงๆ โดยไม่รีบขอโทษ ไม่รีบกลับมาทำตัวมีสาระ ถ้ามี ลองค่อยๆ เผยความเปราะบางกับเขาทีละนิด เริ่มจากเรื่องเล็กที่สุดเท่าที่ใจพอไหว
การเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงประโยชน์ให้กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัย ต้องมีใครสักคนกล้าวางเกราะลงก่อน และบ่อยครั้ง คนคนนั้นก็ต้องเป็นเรา
ถ้าตัดความเก่ง ผลงาน และประโยชน์ทั้งหมดออกไป มีใครสักคนไหม ที่เรากล้านั่งอยู่ข้างเขาเงียบๆ โดยไม่ต้องพยายามเป็นอะไรเลย… ในตอนนี้