เราคือผู้เล่า ไม่ใช่แค่ผู้ถูกกระทำ จิตวิทยาของการเรียบเรียงอดีต เพื่อทวงคืนพวงมาลัยชีวิต

มีบางช่วงเวลาที่เราต้องเล่าเรื่องตัวเองให้คนแปลกหน้าฟัง อาจจะตอนสัมภาษณ์งาน คุยกับคนที่เพิ่งรู้จัก หรือแค่ตอบคำถามง่าย ๆ ว่า “ที่ผ่านมาเป็นยังไงบ้าง”

แล้วจะสังเกตได้ว่า เราเลือกเล่าบางเรื่อง ข้ามบางเรื่อง ย่อเวลาหลายปีให้เหลือไม่กี่ประโยค และเรียงเหตุการณ์ใหม่จนมันฟังดูมีเหตุผลกว่าตอนที่เกิดขึ้นจริงค่ะ

เรื่องที่เล่าออกมา ก็เลยไม่ใช่ชีวิตทั้งหมด แต่เป็นชีวิตเวอร์ชันหนึ่งที่เราประกอบขึ้นมา และเวอร์ชันนั้นก็ย้อนกลับมาทำงานกับเราทุกวัน

Dan McAdams นักจิตวิทยาบุคลิกภาพจาก Northwestern University เรียกสิ่งนี้ว่า narrative identity หรืออัตลักษณ์ที่เกิดจากเรื่องเล่า

มันคือเรื่องราวภายในที่เราสร้างขึ้นด้วยการนำอดีตมาเรียบเรียงใหม่ แล้วจินตนาการต่อไปถึงอนาคต เพื่อให้ชีวิตที่เต็มไปด้วยเหตุการณ์กระจัดกระจายดูต่อเนื่องและมีทิศทาง

McAdams เสนอว่า การทำความเข้าใจคนคนหนึ่งอาจมองได้อย่างน้อยสามชั้น

ชั้นแรกคือแนวโน้มบุคลิกภาพกว้าง ๆ ที่ค่อนข้างมั่นคง
ชั้นที่สองคือเป้าหมาย แรงจูงใจ และวิธีที่เราใช้ปรับตัวกับโลก
ส่วนชั้นที่สามคือเรื่องเล่าที่เราใช้ทำความเข้าใจว่าตัวเองเป็นใคร มาจากไหน และกำลังจะไปทางไหน

ชั้นเรื่องเล่าไม่ใช่ชั้นเดียวที่เปลี่ยนได้ แต่มันเป็นชั้นที่เราเข้าไปทำงานผ่านภาษา ความทรงจำ และการตีความได้โดยตรงที่สุด

งานวิจัยสายนี้ไม่ได้บอกว่า แค่เล่าเรื่องตัวเองแล้วชีวิตจะดีขึ้นเสมอไป สิ่งที่น่าสนใจคือ คุณสมบัติบางอย่างของเรื่องเล่าต่างหากที่สัมพันธ์กับสุขภาพจิต
เรื่องเล่าบางแบบวางเราไว้ในตำแหน่งของคนที่เลือก ตัดสินใจ และลงมือทำ แม้จะควบคุมผลลัพธ์ไม่ได้ทั้งหมด ขณะที่อีกแบบวางเราไว้ในตำแหน่งของคนที่ถูกกระทำ ถูกเหตุการณ์ลากไป และไม่มีสิทธิ์แตะพวงมาลัยของชีวิตตัวเอง

Jonathan Adler นักจิตวิทยาจาก Olin College ติดตามคน 47 คนที่กำลังเข้ารับจิตบำบัด โดยให้พวกเขาเขียนเรื่องเล่าเกี่ยวกับตัวเองระหว่างกระบวนการบำบัด พร้อมวัดสุขภาพจิตควบคู่กันไป

สิ่งที่พบคือ ความรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้กระทำในเรื่องเล่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นก่อน แล้วคะแนนสุขภาพจิตจึงค่อย ๆ ดีขึ้นตามมา
อย่างน้อยในข้อมูลชุดนี้ เรื่องเล่าดูเหมือนจะเริ่มเปลี่ยนนำหน้า ก่อนที่คนเล่าจะเริ่มรู้สึกดีขึ้น

แต่การทบทวนตัวเองก็มีด้านที่ย้อนศรได้เหมือนกันนะคะ ….
Özlem Ayduk นักจิตวิทยาจาก UC Berkeley และ Ethan Kross จาก University of Michigan ศึกษาสิ่งที่เรียกว่า self-reflection paradox

เรารู้ว่าการพยายามทำความเข้าใจความเจ็บปวดเป็นเรื่องสำคัญ แต่หลายครั้งความพยายามนั้นกลับกลายเป็นการวนคิดซ้ำ จนเราไม่ได้กำลังทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น แต่กำลังพาตัวเองกลับไปเจ็บในฉากเดิมอีกครั้ง

ตัวแปรสำคัญคือระยะห่าง

เวลาทบทวนเหตุการณ์จากมุมของคนที่ยังยืนอยู่กลางฉาก อารมณ์และร่างกายมีแนวโน้มถูกดึงกลับเข้าไปใกล้เหตุการณ์ ราวกับระยะห่างระหว่างอดีตกับปัจจุบันหดสั้นลง
แต่เมื่อมองจากมุมของคนที่ยืนห่างออกมาเล็กน้อย สมองจะมีพื้นที่มากขึ้นสำหรับการเรียบเรียง แทนที่จะทำได้เพียงเล่นฉากเดิมซ้ำ

ระยะห่างนี้ไม่ได้แปลว่าเราต้องทำเหมือนไม่รู้สึกอะไร มันคือการขยับจากการจมน้ำ มาเป็นการยืนบนฝั่งชั่วคราว เพื่อดูว่ากระแสน้ำกำลังพาเราไปทางไหน

อีกเรื่องหนึ่งที่ควรระวังคือเรื่องเล่าแบบ “ทุกข์แล้วต้องได้บทเรียน” ซึ่งงานวิจัยฝั่งตะวันตกพูดถึงกันมาก

McAdams ตั้งชื่อหนังสือของตัวเองว่า The Redemptive Self : Stories Americans Live By ชื่อหนังสือบอกอยู่แล้วว่า เรื่องของการเปลี่ยนความทุกข์ให้กลายเป็นชัยชนะนั้นเป็นสคริปต์สำคัญของวัฒนธรรมอเมริกัน ไม่ใช่กฎธรรมชาติที่มนุษย์ทุกคนต้องใช้

ในสังคมไทย เราอาจคุ้นกับสคริปต์อีกชุดหนึ่ง
เรื่องบุญกรรม การอดทนไว้แล้วทุกอย่างจะดีเอง ความกตัญญูที่จัดลำดับความสำคัญของชีวิตไว้เรียบร้อยตั้งแต่ก่อนเราเกิด หรือความเชื่อว่าคนดีควรเสียสละโดยไม่สร้างความลำบากใจให้ใคร

สคริปต์เหล่านี้ให้ความหมายกับความทุกข์ได้จริง แต่บางครั้งมันให้ความหมายด้วยการดึงความเป็นผู้กระทำของเราออกไปพร้อมกัน

ในงานวิจัยอีกสาย เรื่องใหญ่ที่สังคมเล่าซ้ำจนดูเหมือนเป็นธรรมชาติถูกเรียกว่า master narratives
มันคอยบอกเราว่าชีวิตที่ดีควรเดินไปทางไหน ใครควรอดทน ใครควรเสียสละ และความเจ็บแบบใดจึงจะถูกนับว่ามีความหมาย

เราไม่ได้เริ่มเขียนชีวิตบนหน้ากระดาษเปล่า บางคนได้รับพื้นที่เขียนเต็มหน้า ขณะที่บางคนได้รับเพียงช่องว่างเล็ก ๆ ข้างบทที่ครอบครัว เพศ ชนชั้น และสังคมเขียนไว้ให้แล้ว

เพราะฉะนั้น การแก้เรื่องเล่าไม่ได้เท่ากับการแก้เงื่อนไขทั้งหมดของชีวิต

เราอาจเปลี่ยนความหมายของการถูกเลิกจ้างได้ แต่ยังต้องจ่ายค่าเช่า เราอาจมองความสัมพันธ์ในครอบครัวจากมุมใหม่ได้ แต่อำนาจที่อีกฝ่ายถืออยู่ไม่ได้หายไปเพียงเพราะเราเปลี่ยนคำบรรยาย

การเป็นผู้เขียนเรื่องของตัวเองจึงไม่ได้แปลว่าเราเป็นผู้ควบคุมทุกเหตุการณ์

บางครั้งการเขียนใหม่เริ่มต้นจากการมองเห็นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นความล้มเหลวส่วนตัวของเราทั้งหมด เพราะมีคนอื่น มีวัฒนธรรม และมีโครงสร้างของโลกถือปากการ่วมอยู่ด้วย

และการบังคับตัวเองให้รีบหาข้อดีจากสิ่งที่ยังเจ็บอยู่ ก็อาจเป็นการเขียนทับ มากกว่าการเรียบเรียง
เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกบาดแผลให้กลายเป็นบทเรียน ไม่จำเป็นต้องขอบคุณทุกความสูญเสีย หรือทำให้ทุกเหตุการณ์มีตอนจบสวยงาม

บางเรื่องอาจยังไม่มีความหมายในตอนนี้ บางเรื่องอาจมีความหมายเพียงว่า มันไม่ควรเกิดขึ้น และเรารอดออกมาได้เท่านั้น

ถ้าจะลองเขียนเรื่องของตัวเองใหม่ จุดเริ่มที่ช่วยได้มากคือความเฉพาะเจาะจง
เขียนถึงวันหนึ่ง ชั่วโมงหนึ่ง หรือบทสนทนาหนึ่ง แทนการสรุปรวมว่า “ปีนั้นเป็นปีที่แย่” เพราะการสรุปรวมคือสิ่งที่สมองทำอยู่แล้วโดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะในวันที่เราเหนื่อย

จากนั้นลองเล่าเหตุการณ์เดิมด้วยสรรพนามบุรุษที่สาม เรียกตัวเองด้วยชื่อ เหมือนกำลังเขียนถึงคนที่เรารู้จักดีมากคนหนึ่ง

แทนที่จะเขียนว่า “ฉันทำอะไรไม่ได้เลย” ลองเขียนว่า “ตอนนั้นกัญญจันทร์กำลังกลัว และยังมองไม่เห็นว่าตัวเองมีทางเลือกอะไรบ้าง”

ระยะห่างเล็ก ๆ เพียงหนึ่งสรรพนาม อาจเปลี่ยนน้ำเสียงของทั้งเรื่องได้
แล้วค่อยถามตัวเองว่า ตอนนั้นเราเชื่ออะไรเกี่ยวกับตัวเอง ตอนนี้เรายังเชื่อแบบเดิมอยู่ไหม มีทางเลือกอะไรที่เรามองไม่เห็นในเวลานั้น และหลังจากนี้เราอยากทำอะไรต่างออกไป

คำถามแรกให้ข้อมูล คำถามต่อมาให้ระยะห่าง และคำถามสุดท้ายคืนทิศทางให้เรา

เราอาจแก้ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้วไม่ได้ แต่ยังขยับมุมกล้อง เปลี่ยนตำแหน่งที่ตัวเองยืน และเลือกได้ว่าบทต่อไปจะเริ่มตรงไหนค่ะ

Related Posts