เรานั่งอยู่ตรงนั้น อยากอธิบายว่าข้างในกำลังเกิดอะไรขึ้น แต่พอขยับปากกลับไม่มีประโยคไหนออกมา ไม่มีประโยคที่ถูกต้องกับสิ่งนั้น หน้าอกแน่นขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนมีอะไรดันอยู่ตรงลิ้นปี่
สุดท้ายได้แค่พูดว่า
“ไม่รู้สิ มันก็…”
แล้วเงียบไป
หลายครั้งเราตีความความเงียบนั้นว่าเป็นเพราะเราขี้อาย คิดช้า หรือเรียบเรียงไม่เก่งพอ แต่ความเงียบบางแบบลึกกว่านั้นอีกค่ะ
ที่จริงข้างในมีอะไรอยู่เต็มไปหมด เพียงแต่ภาษาที่เราใช้ร่วมกัน ทั้งในบ้าน ในที่ทำงาน ในความสัมพันธ์ หรือแม้แต่ในสังคมทั้งสังคม ยังไม่มีที่ให้สิ่งนั้นยืน
Miranda Fricker นักปรัชญาชาวอังกฤษ เขียนถึงเรื่องนี้ไว้ในหนังสือ Epistemic Injustice: Power and the Ethics of Knowing เมื่อปี 2007
เธอเรียกภาวะหนึ่งว่า hermeneutical injustice หรือความอยุติธรรมทางการตีความ มันเกิดขึ้นเมื่อช่องว่างในเครื่องมือทางความคิดที่สังคมใช้ร่วมกัน ทำให้คนบางคนเสียเปรียบในการทำความเข้าใจประสบการณ์ของตัวเอง หรือทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นกับเขากลายเป็นเรื่องที่อธิบายให้คนอื่นเข้าใจได้ยาก
มันเป็นความอยุติธรรมชนิดที่แปลก เพราะสิ่งที่ถูกพรากไปไม่ได้เป็นเงิน โอกาส หรือสิทธิ์อย่างที่เรามักนึกถึง แต่เป็นความสามารถที่จะพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง แล้วได้รับการยอมรับว่าเรารู้เรื่องชีวิตของตัวเองจริง ๆ
ภาษากลางไม่ได้งอกขึ้นมาเองตามธรรมชาติ มันถูกสร้างผ่านห้องเรียน หนังสือพิมพ์ ศาล โรงพยาบาล โต๊ะอาหาร เวทีสาธารณะ และบทสนทนานับไม่ถ้วน
ใครที่มีสิทธิ์พูด มีพื้นที่ให้เล่า และถูกบันทึกไว้มากกว่า ประสบการณ์ของคนนั้นก็มักมีโอกาสกลายเป็นส่วนหนึ่งของภาษากลางมากกว่า
ส่วนคนที่ไม่เคยมีเก้าอี้บนโต๊ะซึ่งสังคมใช้สร้างความหมาย อาจต้องใช้ชีวิตอยู่ในคำที่คนอื่นเลือกไว้ให้ หรือหนักกว่านั้นคือ ต้องอยู่กับประสบการณ์ที่ยังไม่มีใครยอมรับว่าควรมีชื่อเรียก
หนึ่งในกรณีสำคัญที่ Fricker ใช้อธิบายเรื่องนี้คือประสบการณ์ของ Carmita Wood เจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัย Cornell ในช่วงทศวรรษ 1970
Wood ลาออกจากงานหลังต้องเผชิญการคุกคามจากผู้บังคับบัญชา แต่คำร้องขอเงินชดเชยการว่างงานของเธอถูกปฏิเสธ สิ่งที่เกิดขึ้นถูกจัดให้เป็นเพียง “เหตุผลส่วนตัว” เพราะในเวลานั้นยังไม่มีภาษาสาธารณะที่ชัดพอจะเรียกรวมประสบการณ์แบบนี้
เมื่อเธอไปเล่าเรื่องให้กลุ่มผู้หญิงที่ Cornell ฟัง พวกเธอพบว่าปัญหาไม่ได้เกิดกับ Wood เพียงคนเดียว หลายคนมีเรื่องคล้ายกัน แต่แต่ละเรื่องกระจัดกระจายอยู่ในชื่อเดิม ๆ เช่น การหยอกล้อ ความเป็นมิตร ความเข้าใจผิด หรือความอ่อนไหวเกินไปของผู้หญิง
ต่อมากลุ่มนักเคลื่อนไหวเหล่านี้เริ่มใช้คำว่า sexual harassment เป็นภาษาร่วมสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้น คำนั้นไม่ได้สร้างประสบการณ์ขึ้นมาใหม่ ผู้หญิงเผชิญมันมานานแล้ว แต่คำใหม่ทำให้สิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นปัญหาส่วนตัว เริ่มเผยตัวออกมาว่าเป็นรูปแบบทางสังคม
บางครั้งคำหนึ่งคำจึงไม่ได้แค่ช่วยอธิบายโลก
มันเปลี่ยนสิ่งที่โลกมองเห็น
ก่อนมีคำ เหตุการณ์แต่ละครั้งอาจดูโดดเดี่ยว เป็นเรื่องน่าอึดอัดที่คนคนหนึ่งควรจัดการเอง แต่เมื่อมีคำ ประสบการณ์เหล่านั้นเริ่มเชื่อมต่อกันเหมือนจุดบนแผนที่ เรามองเห็นว่ามันเกิดซ้ำกับคนหลายคน มีเงื่อนไขบางอย่างรองรับ และไม่ได้เป็นความผิดของคนที่รู้สึกเพียงฝ่ายเดียว
และร่างกายก็มักรับรู้ความยุ่งเหยิงนี้ก่อนที่เราจะหาคำเจอ….
ในงานวิจัยด้วยเครื่อง fMRI ที่ตีพิมพ์ในปี 2007 Matthew Lieberman และคณะให้ผู้เข้าร่วมดูใบหน้าที่แสดงอารมณ์เชิงลบ แล้วเลือกคำซึ่งตรงกับอารมณ์ที่เห็น
นักวิจัยพบว่า เมื่อผู้เข้าร่วมติดป้ายชื่อให้อารมณ์ การตอบสนองของ amygdala และบริเวณในระบบ limbic บางส่วนลดลงเมื่อเทียบกับเงื่อนไขควบคุม ขณะเดียวกันกิจกรรมในสมองส่วน right ventrolateral prefrontal cortex เพิ่มขึ้น
งานนี้ไม่ได้หมายความว่าแค่หาคำถูกคำเดียว ความเจ็บทั้งหมดจะสงบลง และไม่ได้พิสูจน์ว่าคนที่พูดความรู้สึกไม่ออกมีสมอง “ค้าง” อยู่ครึ่งทาง เพราะการทดลองศึกษาการตั้งชื่ออารมณ์จากภาพใบหน้า ต่างจากการเล่าประสบการณ์ซับซ้อนในชีวิตจริง
แต่มันบอกอะไรบางอย่างที่น่าสนใจว่า การนำประสบการณ์ทางอารมณ์เข้ามาอยู่ในภาษา อาจทำให้สมองประมวลผลสิ่งนั้นต่างออกไป
ในภาษาของชีวิต คำจึงอาจทำหน้าที่คล้ายชั้นวางชั่วคราว
มันไม่ได้ทำให้ของหนักหายไป แต่อย่างน้อยเราก็ไม่ต้องถือมันค้างไว้กลางอากาศตลอดเวลา
สิ่งที่ทำให้การไม่มีคำเจ็บเป็นสองชั้น คือประสบการณ์นั้นมักทำร้ายเราซ้ำ
ชั้นแรกคือสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งงุนงงและหนักอยู่แล้วในตัวมันเอง
ชั้นที่สองคือตอนที่เราพยายามเล่า แล้วถูกบอกว่าสิ่งนั้นไม่มีอยู่จริง เราคิดมากไปเอง อ่อนไหวเกินไป จำผิด หรือเข้าใจเจตนาของอีกฝ่ายผิด
Fricker มีอีกคำหนึ่งสำหรับความอยุติธรรมแบบนี้คือ testimonial injustice มันเกิดขึ้นเมื่ออคติของคนฟังทำให้คำพูดของผู้พูดได้รับความน่าเชื่อถือน้อยกว่าที่ควรจะเป็น
บางคนจึงเจอความอยุติธรรมสองแบบต่อกัน
ตอนแรกไม่มีภาษาพอจะอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น และเมื่อค่อย ๆ หาภาษาเจอ คำของตัวเองก็ยังถูกลดน้ำหนัก เพราะคนฟังเชื่ออยู่ก่อนแล้วว่าคนอย่างเราไม่น่าเชื่อถือ หรือไม่รู้จักชีวิตของตัวเองดีพอ
ไม่ใช่แค่พูดไม่ออก แต่เมื่อพูดออกแล้วก็ยังไม่มีใครยอมรับว่าคำนั้นนับเป็นความรู้สึกได้
เมื่อเกิดซ้ำบ่อยเข้า มันค่อย ๆ กัดกร่อนความเชื่อมั่นที่เรามีต่อการรับรู้ของตัวเอง จนบางทีเราเริ่มสงสัยว่าเราเป็นฝ่ายบิดเบือนความจริงไปเองหรือเปล่า
แต่ก็ต้องระวังไม่ให้ทฤษฎีหนึ่งกลายเป็นคำอธิบายครอบจักรวาลค่ะ ความรู้สึกที่ยังพูดไม่ออก ไม่ได้แปลว่าเป็น hermeneutical injustice เสมอไป
บางครั้งคำมีอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่มีอยู่ในบ้านที่เราโตมา ไม่มีอยู่ในความสัมพันธ์ที่เราอยู่ หรือไม่เคยถูกใช้ในพื้นที่ที่เรารู้จัก เราจึงรู้สึกได้แต่ชี้ไม่ได้ เพราะคนตรงหน้าไม่มีคำเดียวกันไว้รับมัน
บางครั้งความรู้สึกนั้นก็เพิ่งก่อตัว มันยังไม่เสร็จพอจะกลายเป็นคำว่าโกรธ เสียใจ กลัว หรือผิดหวังอย่างใดอย่างหนึ่ง
มันอาจเป็นความรู้สึกทั้งก้อนที่มีหลายอย่างพันกันอยู่ เหมือนเรายืนอยู่ในห้องมืด รู้ว่ามีเฟอร์นิเจอร์บางชิ้นขวางทาง แต่ยังมองไม่ออกว่ามันคือโต๊ะ เก้าอี้ หรือกล่องที่ใครลืมวางไว้
ความเงียบแบบนี้ไม่จำเป็นต้องรีบแก้ บางครั้งการอยู่กับมันเงียบ ๆ สักพักก็เป็นส่วนหนึ่งของการทำความรู้จักมัน ภาษาเองก็ต้องใช้เวลาคลำรูปร่างของประสบการณ์ ก่อนจะหาคำที่วางทาบลงไปได้พอดี
สิ่งสำคัญคือ เราไม่จำเป็นต้องรอให้โลกบัญญัติคำที่สมบูรณ์แบบขึ้นมาก่อน จึงจะได้รับอนุญาตให้รู้สึก
เราอาจเริ่มจากการยืมคำมาจากที่อื่นก่อนก็ได้ จากหนังที่ดู ประโยคในหนังสือที่อ่านแล้วสะดุด บทสนทนาที่บังเอิญได้ยิน หรือเรื่องเล่าของคนที่เคยผ่านอะไรคล้ายกัน คำที่ยังไม่ใช่ของเราเป๊ะ อาจพอเป็นสะพานชั่วคราวให้เราเดินออกจากความว่างเปล่าได้
แต่ชื่อชั่วคราวควรทำงานเหมือนโพสต์อิท มากกว่าจะเป็นคำพิพากษา
เราแปะมันไว้ก่อน กลับมาอ่านใหม่ เปลี่ยนคำได้เมื่อเข้าใจตัวเองมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องยอมให้คำแรกที่หาเจอกลายเป็นคำสุดท้ายของชีวิต
และถ้ายังไม่มีคำใดพอดีจริง ๆ การพูดว่า
“ฉันยังไม่มีคำอธิบายสิ่งนี้ แต่ฉันรู้ว่ามันมีอยู่”
ก็เป็นการตั้งชื่อแบบหนึ่งแล้ว ไม่ได้ตั้งชื่อให้ความรู้สึก แต่ตั้งชื่อให้ช่องว่างระหว่างความรู้สึกกับภาษา ขีดเส้นรอบสิ่งที่เรายังมองไม่ชัด เพื่อไม่ให้ความว่างเปล่านั้นกลืนเราไปเสียก่อน
ในความสัมพันธ์ที่ปลอดภัยพอ เราค่อย ๆ สร้างคำร่วมกันขึ้นมาใหม่ได้
บางคำอาจมีความหมายเฉพาะระหว่างคนสองคน คนนอกได้ยินแล้วไม่เข้าใจ แต่พอเอ่ยขึ้นมา อีกฝ่ายพยักหน้ารับได้ทันที
บางที คนที่ช่วยเราได้มากที่สุด อาจไม่ได้เป็นคนที่เก่งหาคำแทนเรา
แต่เป็นคนที่ไม่รีบเอาคำของตัวเองมาปิดช่องว่างนั้น คนที่ไม่ใช้ความพูดติดขัดของเราเป็นหลักฐานว่าเรื่องที่เล่าไม่น่าเชื่อ คนที่ยอมรับได้ว่าบางครั้งสิ่งที่ฟังไม่เข้าใจ อาจไม่ได้เกิดจากผู้พูดสับสน แต่อาจเกิดจากภาษาที่เรามีร่วมกันยังไม่กว้างพอ
คนที่พูดได้ว่า
“ฉันอาจยังไม่เข้าใจทั้งหมด แต่ฉันเชื่อว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นจริง เล่าต่อได้นะ”
ประโยคแบบนี้ไม่ได้มอบคำตอบให้เรา แต่มันให้เวลาภาษาของเราค่อย ๆ ถือกำเนิด โดยไม่ต้องต่อสู้เพื่อพิสูจน์สิทธิ์ที่จะรู้สึกไปพร้อมกัน
ไม่มีคำ ไม่ได้แปลว่าไม่มีอยู่
บางครั้งเราเพียงมาถึงก่อนที่ภาษาจะตามทัน บางครั้งภาษาที่เรามี ก็มาจากโลกที่ไม่เคยมองเห็นเราตั้งแต่แรก และบางครั้งคำก็กำลังค่อย ๆ ก่อตัวอยู่ในความเงียบ
ระหว่างนั้น เราอาจให้ความรู้สึกยืมชื่อชั่วคราวสักชื่อ
ชื่อนั้นไม่ต้องถูกที่สุด ไม่ต้องอธิบายทุกอย่าง และไม่จำเป็นต้องอยู่กับเราตลอดไป
แค่เป็นคำแรกที่ยืนยันว่า สิ่งนี้มีอยู่จริง
และเราไม่ได้หายไปพร้อมกับความเงียบก็พอ