มองให้ชัด มันคือ law of attraction ในเสื้อสีพาสเทล ความเชื่อที่มีรากย้อนกลับไปถึงขบวนการ New Thought ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ก่อนที่หนังสือ The Secret จะช่วยพามันกลับเข้าสู่กระแสหลักในยุคใหม่
ส่วนที่ว่าความคิดของเราสั่งให้เหตุการณ์ภายนอกเปลี่ยนไปได้โดยตรง ยังไม่มีหลักฐานรองรับ แต่มีเมล็ดความจริงอีกแบบซ่อนอยู่
คำพูดอาจไม่ขยับจักรวาล ทว่ามันเปลี่ยนสิ่งที่เราสังเกต สิ่งที่เรากล้าลอง และโอกาสที่เราเลือกเดินเข้าไปหา
“ฉันโชคดี” จึงเป็นได้ทั้งประตูและกับดัก เป็นประตูเมื่อมันพาเราไปลงมือ และเป็นกับดักเมื่อมันทำให้เรานั่งรอ
Robert West ศาสตราจารย์กิตติคุณด้านพฤติกรรมศาสตร์และสุขภาพแห่ง University College London มองว่าเทรนด์นี้คือลูกหลานรุ่นล่าสุดของสิ่งที่เรียกว่า magical thinking ความเชื่อว่าความคิดหรือคำพูดของเราสามารถเปลี่ยนเหตุการณ์ในโลกภายนอกได้โดยตรง
ส่วนที่เป็นจริงคือคนเรามีส่วนสร้างโอกาสให้ตัวเอง แต่ความเชื่อนั้นจะกลายเป็นภาพฝันทันที เมื่อเราคิดว่า…ความคิดเพียงอย่างเดียวสามารถทำหน้าที่แทนการกระทำได้
เวลาเราเชื่อว่าตัวเองโชคดี พฤติกรรมของเรามักเปลี่ยน เรากล้าทักคนที่อยากทัก กล้าสมัครงานที่เคยกลัว และกล้าเดินเข้าไปหาโอกาสที่เมื่อก่อนเคยเดินหนี
วงจรนี้คล้ายสิ่งที่ถูกเรียกว่า self-fulfilling prophecy หรือคำพยากรณ์ที่ทำให้ตัวเองเป็นจริง ความเชื่อไม่ได้เรียกเหตุการณ์เข้ามาจากอากาศ แต่มันเปลี่ยนพฤติกรรมของเรา จนเพิ่มโอกาสให้สิ่งที่เชื่อเกิดขึ้นจริง ความเชื่อไม่ได้บิดโลกให้เปลี่ยนรูป แต่มันอาจเปลี่ยนวิธีที่เราเดินเข้าไปหาโลก
เส้นแบ่งอยู่ตรงที่การมองบวกเริ่มกลายเป็นการมองข้ามอุปสรรค…
Gabriele Oettingen นักจิตวิทยาจาก New York University ใช้เวลากว่ายี่สิบปีศึกษาความต่างระหว่างความคาดหวังที่ยังยึดโยงกับความจริง กับภาพฝันเชิงบวกที่พาเราไปถึงปลายทางโดยตัดทางเดินและฉากเหนื่อยยากออกไปหมด
งานทดลองที่เธอทำร่วมกับ Heather Kappes พบว่า ผู้เข้าร่วมที่ถูกชวนให้ดื่มด่ำกับภาพอนาคตในอุดมคติ มีระดับพลังงานเพื่อไล่ตามเป้าหมายต่ำกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ และในการทดลองหนึ่งยังรับมือกับภารกิจในสัปดาห์ถัดมาได้น้อยกว่า คำอธิบายของพวกเธอคือ ภาพฝันอาจให้ความพอใจล่วงหน้ามากเสียจนเรารู้สึกเหมือนได้แตะปลายทาง ทั้งที่ยังไม่ได้เริ่มเดิน
ภาพฝันไม่ได้ไร้ประโยชน์ และคนที่ใช้มันปลอบใจตัวเองก็ไม่ได้โง่ ความเชื่อแบบนี้น่าดึงดูดเพราะมันทำให้ชีวิตที่ควบคุมยาก ดูเหมือนยังพอจับพวงมาลัยได้
ปัญหาคือ บางครั้งพวงมาลัยนั้นอาจพาเราเลี้ยวเข้าไปหาความเสี่ยง
งานของ Lucas Dixon และทีมศึกษาผู้เข้าร่วมรวม 1,023 คน ผ่านสามการศึกษา พบว่าคนที่เชื่อเรื่อง manifestation มากกว่า มักประเมินโอกาสที่ตัวเองจะประสบความสำเร็จในอนาคตสูงกว่า มีแนวโน้มถือครองคริปโตมากกว่า และรายงานว่าเคยล้มละลายหรือเคยตกเป็นเหยื่อการฉ้อโกงมากกว่า
คำสำคัญของงานนี้คือ “สัมพันธ์” นะคะ มันยังไม่ได้พิสูจน์ว่าความเชื่อเรื่อง manifestation เป็นสาเหตุที่ทำให้ใครล้มละลายหรือถูกหลอก อาจเป็นไปได้เช่นกันว่าคนที่ชอบความเสี่ยงหรือเชื่อในทางลัดสู่ความสำเร็จอยู่แล้ว ถูกดึงดูดเข้าหาความเชื่อนี้มากกว่าแต่แรก
Leslie Gutman นักจิตวิทยาจาก University College London เตือนอีกมุมหนึ่งว่า การอธิบายความสำเร็จของผู้หญิงด้วยคำว่า “โชค” อาจกลบความสามารถและแรงงานที่อยู่เบื้องหลัง โดยเฉพาะเมื่อผู้หญิงคนหนึ่งทำงานหนักมาตลอด แล้วลงท้ายเรื่องของตัวเองว่า “ฉันแค่โชคดี”
จุดอันตรายที่สุดของ manifestation จึงอาจไม่ได้อยู่ที่การฝันเกินจริง แต่อยู่ที่การทำให้โลกดูยุติธรรมเกินจริง
ถ้าความสำเร็จเกิดจากการคิดถูก ความล้มเหลวก็ถูกแปลว่าเราคิดบวกไม่มากพอ ทั้งที่รายได้ สุขภาพ ชนชั้น เครือข่าย การเลือกปฏิบัติ และจังหวะชีวิต ไม่ได้อยู่ใต้การควบคุมของใจคนคนเดียว
ความหวังที่ดีควรเพิ่มพื้นที่ให้เราลงมือ ไม่ควรทำให้เราต้องแบกรับทุกอย่างที่โลกโยนใส่
ทางออกจึงไม่ใช่การเลิกฝัน แต่คือทำให้ความฝันแตะพื้น
Oettingen เสนอวิธีที่เรียกว่า mental contrasting เริ่มจากมองผลลัพธ์ที่อยากได้ให้ชัด แล้วหันกลับมามองอุปสรรคจริงที่ขวางอยู่ จากนั้นจึงเติมแผนแบบ “ถ้าเจอ X ฉันจะทำ Y”
เมื่อนำสองส่วนนี้มารวมกัน เราจะได้กระบวนการที่เรียกว่า MCII หรือในเวอร์ชันที่จำง่ายกว่าอย่าง WOOP-Wish, Outcome, Obstacle, Plan (อันนี้ก็สนุก ถ้าใครสนใจบอกนะคะ เผื่อจะเขียนถึงในคอนเทนส์หน้าๆ )
แน่นอน แผนส่วนตัวไม่ได้ทำให้กำแพงเชิงโครงสร้างหายไป แต่มันช่วยให้เราแยกสิ่งที่ยังเปลี่ยนไม่ได้ในวันนี้ ออกจากก้าวถัดไปที่ยังพอเลือกได้
ความฝันเปิดประตู ความจริงบอกทาง ส่วนแผนช่วยให้เราเดินต่อในวันที่ไม่ได้รู้สึกโชคดีนัก
เราไม่ได้ควบคุมว่าโลกจะเปิดประตูบานไหนให้ แต่ยังเลือกได้ว่าจะเดินไปเคาะบานไหน
คำว่า “ฉันโชคดี” ที่มีประโยชน์ที่สุดจึงไม่ใช่คำสั่งถึงจักรวาล
มันคือคำอนุญาตให้ตัวเองลองค่ะ