ลองนึกภาพเช้าวันหนึ่งในรถไฟญี่ปุ่น ผู้คนยืนเบียดกันเงียบๆ ทุกอย่างดูสะอาด เรียบร้อย เป๊ะเหมือนเดิม แต่มีบางอย่างมาแตะฆานประสาท ในวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับ ‘กลิ่น’ มากพอๆ กับมารยาทบนโต๊ะอาหาร ญี่ปุ่นถึงกับตั้งชื่อให้กลิ่นชนิดหนึ่งอย่างเป็นทางการ พวกเขาเรียกมันว่า Kareishu (คาเรอิชู)
Kareishu คือกลิ่นเฉพาะตัวของคนวัยกลางคนขึ้นไป ไม่ใช่กลิ่นจากการไม่อาบน้ำ ไม่ใช่ความสกปรกใดๆ ทั้งสิ้น แต่มันคือผลลัพธ์ตรงไปตรงมาของชีวเคมีในร่างกาย
ตัวการหลักคือสารชื่อ 2-nonenal สารนี้เกิดจากกระบวนการออกซิเดชันของกรดไขมันไม่อิ่มตัวบนผิวหนัง โดยเฉพาะกรดไขมันชนิด omega-7
เมื่ออายุมากขึ้น ฮอร์โมนเปลี่ยน การทำงานของต่อมไขมันลดลง ระบบต้านอนุมูลอิสระในผิวอ่อนแรงลง ทำให้ 2-nonenal ถูกสร้างและสะสมมากขึ้น ตั้งแต่อายุราว 40 ปี เป็นต้นไป
กลิ่นของมันมักถูกอธิบายว่า “หืนอับ คล้ายไขมันเก่า” ซึ่งฟังดูไม่รื่นรมย์เอาซะเลย แต่ประเด็นสำคัญคือ กลิ่นนี้ล้างออกได้ยากด้วยสบู่ธรรมดา เพราะมันไม่ใช่กลิ่นเหงื่อสดใหม่ แต่เป็นโมเลกุลที่เกาะแน่นกับผิวหนังและเส้นใยผ้า
สิ่งที่น่าสนใจคือ ญี่ปุ่นไม่ได้เลือกทำเป็นเรื่องล้อเลียนหรือบูลลี่ แต่เลือกจะ ‘ศึกษา’
มีงานวิจัยจริงจัง มีคำศัพท์เฉพาะ และมีผลิตภัณฑ์เฉพาะทาง ตั้งแต่สบู่ แชมพู ไปจนถึง deodorant สำหรับทั้งร่างกาย เพราะในสังคมที่พื้นที่ส่วนตัวเล็ก การอยู่ร่วมกับคนอื่นอย่างไม่รบกวนกันถือเป็นความรับผิดชอบรูปแบบหนึ่ง
แน่นอนว่า ไม่มีวิธีลบ kareishu ออกถาวร เพราะมันคือกระบวนการธรรมชาติของร่างกาย แต่สามารถควบคุมให้ลดลงได้ และตรงนี้เองที่วิทยาศาสตร์เข้ามามีบทบาท
การดูแลพื้นฐานที่สุดคือ ความสะอาดที่ตรงจุด
งานวิจัยในญี่ปุ่นพบว่าสาร tannin จากลูกพลับ (persimmon) สามารถยับยั้งและจับกับโมเลกุล 2-nonenal ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สบู่ที่มี persimmon extract จึงถูกพัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะ และมีการทดสอบทางคลินิก (แต่ส่วนใหญ่จากผู้ผลิตสินค้านะคะ) ที่รายงานว่าสามารถลดกลิ่นได้มากกว่า 90% เมื่อใช้ต่อเนื่อง
ถัดมาคือ ไลฟ์สไตล์
การออกกำลังกายช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดและลดไขมันที่ถูกออกซิไดซ์
อาหารก็มีผล มีข้อมูลด้านโภชนาการที่ ชี้ว่า omega‑3 ช่วยลดการอักเสบและความเครียดซึ่ง อาจช่วยลด วัตถุดิบตั้งต้นของ 2‑nonenal
ความเครียดก็มีส่วน เพราะฮอร์โมนอย่าง cortisol เพิ่มภาวะออกซิเดชันในร่างกาย ซึ่ง อาจส่งผล ต่อการสร้างสารที่เกี่ยวกับกลิ่นตัวเมื่ออายุมากขึ้น
เรื่องเล็กๆ อย่างการเลือกเสื้อผ้าก็สำคัญ ผ้าฝ้ายหรือผ้าที่ระบายอากาศดี ลดการสะสมของสารเคมีบนผิว และแม้แต่การตัดแต่งขนรักแร้ ก็ช่วยลดพื้นที่ที่กลิ่นจะเกาะตัวได้
สุดท้ายคือผลิตภัณฑ์เฉพาะทาง
deodorant ที่ปรับ pH ของผิวทั้งตัว (whole body deodorant) ถูกออกแบบมาเพื่อควบคุมกลิ่นแบบไม่รบกวนสมดุลผิว
บางคนใช้วิธีธรรมชาติอย่าง baking soda หรือ apple cider vinegar เพื่อดูดซับและยับยั้งกลิ่น ซึ่งมีหลักการทางเคมีรองรับ แต่ผลลัพธ์ขึ้นกับสภาพผิวของแต่ละคน
แม้กระทั่งในบ้าน ญี่ปุ่นยังมีถุงดูดกลิ่นจาก persimmon สำหรับตู้เสื้อผ้า เพราะ 2-nonenal สามารถติดอยู่กับผ้าและเฟอร์นิเจอร์ได้
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความเชื่อหรือเคล็ดลับจากกระทู้ลอยๆ ส่วนใหญ่ของเรื่องนี้ตั้งอยู่บนงานวิจัยด้าน dermatology, biochemistry และ gerontology
แน่นอนว่าผลลัพธ์แตกต่างกันไปตามพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม และสุขภาพโดยรวม และหากกลิ่นรุนแรงผิดปกติ การปรึกษาแพทย์ก็เป็นทางเลือกที่เหมาะสม
พอคิดดีๆ แล้ว กลิ่นแก่ ไม่ได้เป็นสัญญาณของความเสื่อม แต่มันเป็นเหมือน log file ของร่างกาย ที่บอกเราว่าเวลาผ่านไป ระบบบางอย่างเปลี่ยนไป และเราอาจต้องดูแลตัวเองด้วยวิธีใหม่ๆ
ไม่ใช่เพื่อย้อนวัย แต่เพื่ออยู่กับวัยปัจจุบันอย่างเข้าใจมันมากขึ้น
บางทีการยอมรับว่าร่างกายมีภาษาของมันเอง ก็เป็นอีกขั้นของการโตเป็นผู้ใหญ่เหมือนกันนะ