เช็กอินไทป์คนแกล้งตาย และ ATM ร่างมนุษย์ เมื่อแบบทดสอบบุคลิกภาพ ขอพูดความจริงที่ซ่อนไว้ด้วย SBTI

คืนวันหนึ่ง และอีกหลายวันต่อมาเมื่อไม่นานมานี้ ภาพผลทดสอบบุคลิกภาพชื่อ SBTI ไหลเต็มโซเชียลจีน ผู้คนเอาฉายาอย่าง “คนแกล้งตาย” “ATM ร่างมนุษย์” และ “ขี้เมา” ไปโพสต์ให้เพื่อนดู เหมือนเพิ่งเจอคำแนะนำตัวที่ตรงใจสักที

SBTI ย่อมาจาก Silly Big Personality Test ตามที่ Beijing Daily เรียก เป็นแบบทดสอบล้อ MBTI ตอบ 31 ข้อแล้วได้ชื่อไทป์พร้อมรหัสภาษาอังกฤษ ครีเอเตอร์บน Bilibili ทำขึ้นมาเพราะอยากชวนเพื่อนคนหนึ่งเลิกดื่มเหล้า ไม่ได้ตั้งใจค้นหาความลับของจิตใจมนุษย์แต่ประการใด

ผู้สร้างบอกตรง ๆ ว่าไม่ได้เรียนจิตวิทยา คำอธิบายบางส่วนอาจคลุมเครือหรือไม่ตรง และทำทั้งหมดเพื่อความบันเทิง หน้าทดสอบยังเตือนด้วยว่าห้ามเอาผลไปวินิจฉัย สัมภาษณ์งาน ดูดวง หรือตัดสินชีวิต

คำเตือนมาเกือบครบ เหลือแค่ห้ามส่งให้หัวหน้าพร้อมข้อความว่า
“นี่คือคำอธิบายว่าทำไมหนูไม่ตอบแชตค่ะ”

ความกวนของมันชัดขึ้นเมื่อเทียบกับชื่อไทป์ที่เราคุ้นจากเว็บอย่าง 16Personalities เว็บนั้นเรียก INTJ ว่า “สถาปนิก” INFP ว่า “ผู้ไกล่เกลี่ย” และ ENFJ ว่า “ตัวเอก” อ่านแล้วเห็นตัวเองเป็นคนมีความสามารถบางอย่างรอให้ค้นพบ

แค่ได้ชื่อ ก็เหมือนมีบทดี ๆ รอให้เล่นแล้วใช่มั้ยคะ

ส่วน SBTI บางไทป์เดินเข้ามาหลังเวที ตอนเราถอดชุดคนเก่งออกแล้ว

คำบรรยายของ ZZZZ หรือ “คนแกล้งตาย” เล่าว่าคนคนนี้ปล่อยข้อความในแชตกลุ่มไหลผ่านโดยไม่โผล่หน้ามา พอมีคนประกาศว่าเหลือครึ่งชั่วโมงก่อนส่งงาน ถึงค่อยออกมารับทราบ แล้วทำงานระดับผ่านเกณฑ์ส่งทันเวลา
อ่านแล้วจะเห็นว่าคนแกล้งตายยังทำงานอยู่ งานเสร็จทันกำหนด แค่ระหว่างทางเขาเก็บภาพคนจริงจังพร้อมลุยไว้กับตัว

ATM-er มีความหมายกว้างกว่าเรื่องเงินค่ะ คำบรรยายพูดถึงคนที่จ่ายเวลา แรง ความอดทน และค่ำคืนที่ควรได้พัก ให้คนรอบตัว ใครมีเรื่องเดือดร้อนก็มาหา แล้วกลับไปพร้อมความช่วยเหลือ

ชื่อฟังเหมือนด่าเราเนอะ แต่คำอธิบายกลับเผื่อที่ให้เราหายใจ คนแกล้งตายยังทำงานทัน คนเป็น ATM ยังใส่ใจผู้อื่น เพียงแต่ข้อดีพวกนี้มาในรูปของคนที่พยายามเอาตัวรอดไปด้วยกัน แทนภาพคนเก่งยืนยิ้มมั่นใจ

เสน่ห์ของมุกนี้อาจจะเป็น เราได้เล่าตัวเองโดยไม่ต้องเริ่มว่า “จุดแข็งของฉันคือ…” มากกว่าจะเป็นการประกาศว่า “ฉันไม่มีอะไรดี”

ก่อนมี SBTI โลกออนไลน์จีนก็มีคำว่า 躺平 หรือ “นอนราบ” เป็นภาษาของการลดความทะเยอทะยานและปฏิเสธแรงกดดันให้วิ่งตามความสำเร็จ คนพูดถึงกันกว้างขวางตั้งแต่ปี 2021

SBTI เป็นหลักฐานที่อ่อนเกินจะบอกว่าคนมาเล่นเลือกนอนราบ แต่พอวางเคียงกัน เราก็เห็นคำแนะนำตัวอีกแบบ แบบที่วางผลงานและเป้าหมายไว้ข้างหลัง ขอแค่บอกได้ว่าวันนี้อยู่ในสภาพไหน

ข้อสรุปว่าคนรุ่นใหม่เลิกอยากมีอนาคตที่ดียังห่างไกลความจริงนะคะ คนคนเดียวกันอาจสมัครงานใหม่ตอนบ่าย แล้วโพสต์ว่าตัวเองเป็นคนแกล้งตายตอนค่ำ ความทะเยอทะยานกับความเหนื่อยล้าอยู่ในคนคนเดียวกันได้ ในวันเดียวกันด้วยซ้ำ

บางวันเรายังอยากไปให้ถึงไหนสักแห่ง แค่ไม่อยากทำท่าพร้อมออกเดินทางตลอดเวลา

แน่นอนว่าคนที่แชร์ผลเหล่านี้มีหลายแบบ บางคนกำลังสารภาพความเหนื่อยล้า บางคนขำกับชื่อ บางคนอยากร่วมวงกับเพื่อน บางคนล้อความคิดที่ว่าคำถามไม่กี่สิบข้อจะอธิบายคนทั้งคนได้ ถ้ารีบแปลทุกภาพเป็นเสียงร้องขอความช่วยเหลือ เราอาจจริงจังกับมุกจนมุกไม่มีที่ยืน

แต่สำหรับคนที่ขำเพราะมันแตะชีวิตจริง ส่วนที่น่าสนใจเริ่มขึ้นอีกรอบตอนส่งภาพออกไป แล้วมีคนตอบกลับมาว่า “เราเหมือนกัน”

Michael Hogg นักจิตวิทยาสังคมจาก Claremont Graduate University เสนอไว้ในทฤษฎี uncertainty-identity ว่าความไม่แน่ใจเกี่ยวกับตัวเองผลักให้คนยึดโยงกับกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มที่มีลักษณะชัดเจน พอรู้ว่าตัวเองอยู่กลุ่มไหน ก็มีหลักไว้เข้าใจตัวเองและวางตัวในโลก

กรอบนี้เกิดก่อน SBTI หลายปี แต่ถ้ายืมมามอง ชื่อไทป์ก็เป็นทั้งป้ายแปะตัวเรา และคำทักทายถึงคนที่รู้สึกคล้ายกัน

แทนที่จะนั่งสงสัยคนเดียวว่าทำไมไม่อยากเปิดแชต เราอาจเห็นเพื่อนส่งรูปเดียวกันกลับมา ความเหนื่อยยังอยู่ แต่บทสนทนาเปลี่ยนจากอธิบายตัวเองฝ่ายเดียว เป็นแลกกันเล่าว่าแต่ละคนเจออะไรมาบ้าง

เราเอาตัวเองเป็นมุก แต่ไม่ได้เล่นมุกนั้นคนเดียว

แต่มุกแซวตัวเองทำงานได้หลายแบบ

Rod Martin นักจิตวิทยาผู้ศึกษาอารมณ์ขันที่ University of Western Ontario และคณะ เสนอกรอบอารมณ์ขันสี่แบบ คือ
ใช้มุกเชื่อมความสัมพันธ์
ใช้มุกประคองตัวเอง
ใช้มุกเล่นงานคนอื่น
และลดคุณค่าตัวเองเพื่อให้คนอื่นยอมรับ
ความต่างอยู่ที่เราใช้มุกนั้นทำอะไร และใครต้องจ่ายราคาให้เสียงหัวเราะ มากกว่าแค่ว่าใครเป็นเป้าของมุก

พูดว่า “ฉันนี่ตัวขี้เกียจเลย” ระหว่างหัวเราะกับเพื่อนที่ไว้ใจกัน ความหมายห่างไกลจากการปล่อยให้คนอื่นเรียกเราว่าไร้ประโยชน์ แล้วหัวเราะตามเพราะกลัวเสียเพื่อน การแซวตัวเองกับการเกลียดตัวเองเป็นคนละเรื่องกัน และเสียงหัวเราะรอบตัวก็รับประกันความรู้สึกข้างในได้ยาก

ภาพผลทดสอบภาพเดียวบอกได้น้อยมากว่าเจ้าของโพสต์กำลังสนุก กำลังขอความเข้าใจ หรือกำลังฝืนขำแบบขื่น ๆ บทสนทนาที่ตามมาบอกได้มากกว่าชื่อไทป์เสียอีก

เพื่อนอาจตอบว่า “ตรงมาก” แล้วส่งมุกต่อ หรืออาจถามว่า “ช่วงนี้งานหนักขนาดนั้นเลยเหรอ”

คำถามแบบหลังยังเก็บความสนุกของมุกไว้ครบ แค่เปิดประตูไว้ให้คุยเรื่องอื่นต่อได้

แต่ถ้ามองทุกอย่างผ่านคำว่า “บุคลิกภาพ” เราอาจหยุดอยู่ที่ตัวคนจนมองไม่เห็นสิ่งรอบตัวเขา
สมมติว่าทีมหนึ่งมีคนไม่พอ จนใครบางคนต้องทำงานแทนสองตำแหน่ง เรียกเขาว่าคนชอบแบกก็ไม่ทำให้งานลดลง ถ้าใครต้องฟังปัญหาของทุกคนในบ้านทุกคืน เรียกเขาว่า ATM ร่างมนุษย์อาจจับภาพได้ตรง แต่ยังไม่ตอบว่าทำไมหน้าที่ดูแลความรู้สึกของทุกคนมาตกอยู่กับเขาคนเดียว

คำถามจึงมีมากกว่า “ฉันเป็นคนแบบไหน” ยังมี “ชีวิตแบบนี้เรียกร้องอะไรจากฉันอยู่” และ “ภาระส่วนไหนไม่จำเป็นต้องเป็นของฉันทั้งหมด”

มุกช่วยเปิดเรื่องได้ ส่วนการแบ่งงาน การขอความช่วยเหลือ หรือการเปลี่ยนเงื่อนไขที่ทำให้เราเหนื่อยตั้งแต่แรก ยังเป็นงานของบทสนทนาที่ตามมา

สำหรับคนที่อ่านผลแล้วทั้งขำทั้งสะดุ้ง ความรู้สึกนั้นอาจเป็นต้นทางของประโยคที่เฉพาะเจาะจงขึ้นอีกนิด จาก “ฉันเป็นคนแกล้งตาย” เป็น “ช่วงนี้ข้อความเยอะจนฉันไม่รู้จะเริ่มตอบตรงไหน” หรือจาก “ฉันเป็น ATM” เป็น “ฉันอยากช่วยนะ แต่คืนนี้ไม่เหลือแรงฟังแล้ว”

สองประโยคหลังอาจไม่เหมาะเป็นชื่อไทป์ แต่บอกคนข้าง ๆ ได้ชัดกว่าว่าเกิดอะไรขึ้น และตรงไหนที่เราอยากได้ความช่วยเหลือ

เราเล่นแบบทดสอบต่อไปได้ และจริงจังกับความรู้สึกของตัวเองไปพร้อมกันได้ ความขำนั้นเป็นได้ทั้งเรื่องเล่นและเรื่องจริง บางมุกก็มีทั้งสองอย่างอยู่ในประโยคเดียว

ผลทดสอบอธิบายเราได้เพียงบางส่วนก็มีความหมายพอแล้ว บางครั้งหน้าที่ของมันคือพาประโยคที่ยังติดอยู่ในใจไปถึงใครสักคน

ภาพที่ส่งให้เพื่อนอาจกำลังบอกอะไรที่เบากว่า “ฉันเป็นคนแบบนี้”

มันอาจแค่บอกว่า “วันนี้ฉันรู้สึกแบบนี้ มีใครเป็นเหมือนกันบ้าง”

Ps. ใครอยากลองเล่นตามไปได้ที่นี่นะคะ https://www.bilibili.com/blackb…/era/WijKT2bWuCJWPg8B.html ใช้ Google trans กดแปลเว็บเป็น Eng อัตโนมัติก็ใช้ได้อยู่ค่ะ

Related Posts