อะไรทำให้การกระทำหนึ่ง ‘ถูกต้อง’ ว่าด้วย Ethics สามสาย Kant, Mill และ Aristotle

มีคืนหนึ่ง แม่โทรมาถามว่าคุณไปไหนมา คุณไม่ได้อยู่บ้าน คุณไปร่วมขบวนประท้วง แต่คุณบอกออกไปว่า "ไปกินข้าวกับเพื่อน" ในวินาทีนั้น คุณรู้ว่าคุณโกหก แต่รู้สึกว่ามันถูกต้อง

ดังนั้นคำถามที่ตามมาจะไม่ใช่ “ฉันโกหกไหม”
แต่คือ “การโกหกครั้งนี้ผิดหรือเปล่า”
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของปรัชญา ethics ค่ะ

ตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา มนุษย์พยายามหาคำตอบว่าอะไรทำให้การกระทำหนึ่ง ถูกต้อง มีสามกรอบคิดใหญ่ที่ยังถูกพูดถึงจนวันนี้ และทั้งสามสายให้คำตอบที่แตกต่างกันอย่างน่าสนใจ

1. สาย Kant ถูกผิดอยู่ที่เจตนา ไม่ใช่ผลลัพธ์

Immanuel Kant นักปรัชญาชาวเยอรมันในศตวรรษที่ 18 เชื่อว่าการกระทำจะ “ถูกต้อง” ได้ก็ต่อเมื่อมันมาจาก หน้าที่ ไม่ใช่จากความต้องการหรือผลลัพธ์
เขาเรียกหลักการนี้ว่า Categorical Imperative แก่นของมันง่ายมาก
“จงกระทำเฉพาะสิ่งที่คุณสามารถยินดีให้มันเป็นกฎสากลได้”
พูดง่ายขึ้นอีกนิด ถามตัวเองว่า “ถ้าทุกคนในโลกทำแบบนี้หมด โลกจะยังทำงานได้ไหม”

กลับมาที่โกหกแม่เรื่องไปร่วมขบวนประท้วง
Kant จะบอกว่า….ผิด
เพราะถ้าทุกคนโกหกทุกครั้งที่รู้สึกว่ามันจำเป็น ความไว้ใจระหว่างมนุษย์จะพังทลาย ภาษาจะหมดความหมาย ไม่มีใครเชื่อคำพูดของใครอีกต่อไป
Kant ไปไกลถึงขั้นบอกว่า ถ้ามีฆาตกรมาถามว่าเพื่อนคุณซ่อนอยู่ที่ไหน คุณก็ยังต้องพูดความจริง เพราะผลที่เกิดขึ้นจากการโกหกนั้น ไม่ใช่ความรับผิดชอบของคุณ แต่เป็นของฆาตกรคนนั้น
หลายคนอ่านถึงตรงนี้แล้วอาจจะรู้สึกว่า… มันแข็งไปหน่อยไหมนะ
ใช่ค่ะ และนั่นคือสิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Kant

2. สาย Mill ถูกผิดอยู่ที่ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน

John Stuart Mill นักปรัชญาชาวอังกฤษในศตวรรษที่ 19 มองต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
เขาเชื่อใน Utilitarianism ที่มีหลักการว่า
“การกระทำที่ถูกต้องคือการกระทำที่นำมาซึ่งความสุขมากที่สุดสำหรับคนจำนวนมากที่สุด” Mill ไม่สนใจว่าเจตนาของคุณดีหรือไม่ดี เขาสนใจ ผล

กลับมาที่โกหกแม่
Mill จะถาม “การโกหกครั้งนี้สร้างความสุขให้ใครมากกว่ากัน”
แม่ไม่ต้องกังวล คุณปลอดภัย สังคมได้คนที่กล้าออกมาเรียกร้องสิ่งที่ถูกต้อง น่าจะถือว่า ถูก

แต่ Mill ก็ไม่ได้มองแบบตื้นเขิน เขาแยกแยะระหว่าง “ความสุขระดับต่ำ” กับ “ความสุขระดับสูง” และเขาเชื่อว่าความสุขจากการได้ทำสิ่งที่ถูกต้องต่อสังคม มีคุณค่ามากกว่าความสุขจากการนอนสบาย

นี่คือที่มาของประโยคดังของเขา….
“เป็น Socrates ที่ตั้งคำถามและเจ็บปวด ยังดีกว่าเป็นหมูที่กินอิ่มนอนหลับโดยไม่เคยสงสัยอะไรเลย”
แต่ปัญหาของ Mill คือ แล้วใครเป็นคนนับความสุขของทุกคน และถ้าการทำให้คนส่วนใหญ่มีความสุขต้องแลกด้วยความทุกข์ของคนส่วนน้อย มันยังถูกต้องอยู่ไหม

สาย Aristotle ถูกผิดอยู่ที่ว่าคุณเป็นคนแบบไหน

Aristotle เดินสายที่สามที่แตกต่างออกไปทั้งคู่ เขาไม่ได้ถามว่า “การกระทำนี้ถูกกฎอะไรไหม” หรือ “ผลออกมาดีไหม” เขาถามว่า
“คนที่มีคุณธรรมจริงๆ จะทำอะไรในสถานการณ์นี้”

Aristotle เชื่อใน Virtue Ethics จริยธรรมที่มองจากตัวตนของคน ไม่ใช่กฎหรือผลลัพธ์ (เคยเขียนเรื่องนี้ไว้อยู่นะคะ เดี๋ยวแนบลิงค์ไว้ในคอมเม้นท์)

ศูนย์กลางของความคิดเขาคือ Eudaimonia มักแปลว่า “ความสุข” แต่ที่จริงหมายถึง “การเบ่งบาน” หรือ “การใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ในแบบที่ควรเป็น”
และเส้นทางสู่ eudaimonia คือการฝึกฝนคุณธรรมให้กลายเป็นนิสัย …. ความกล้า ความยุติธรรม ความพอดี ความรอบคอบ
คุณธรรมในแนวคิดของ Aristotle ไม่ใช่กฎ แต่คือ ทักษะ ที่ต้องฝึก เหมือนดนตรีหรือการทำอาหาร

และมีคุณธรรมหนึ่งที่เขาให้ความสำคัญที่สุด Phronesis หรือ “ปัญญาเชิงปฏิบัติ” ความสามารถในการรู้ว่าในสถานการณ์นี้ สิ่งที่ถูกต้องคืออะไร

กลับมาที่โกหกแม่
Aristotle จะถามว่า “คุณเป็นคนที่มีความกล้าหาญและความรัก….. ในสถานการณ์นั้น คนที่มีทั้งสองสิ่งนี้จะทำอะไร”

บางทีโกหก บางทีไม่ มันขึ้นอยู่กับบริบท และนั่น phronesis มีไว้เพื่อสิ่งนี้… ตัดสินใจในขณะนั้น ไม่ใช่ตามกฎสำเร็จรูป

เมื่อสามสายเจอสถานการณ์เดียวกัน

ลองเปลี่ยนสถานการณ์ มาเป็น ….ทำผิดกฎเพื่อความยุติธรรม

สมมติคุณตัดสินใจออกมาประท้วงแม้มันจะผิดกฎหมายชุมนุม

Kant ถามว่า “ถ้าทุกคนทำแบบนี้ได้ไหม”

  • ได้ ถ้าทุกคนออกมาต้านกฎหมายที่ไม่ยุติธรรม ระบบที่ดีกว่าจะเกิด

Mill ถามว่า “มันสร้างความสุขให้ส่วนรวมมากกว่าไหม”

  • ถ้าผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงจริง ก็ใช่

Aristotle ถามว่า “คนที่มีคุณธรรมจะทำไหม”

  • คนที่มีความกล้าและความยุติธรรมในใจ ทำ

อนุมานสามสายให้คำตอบว่า “ถูก” แต่เหตุผลต่างกันโดยสิ้นเชิง

ว่าแต่ แล้วสายไหน “ถูก” แบบถูกจริงๆ

คำถามนี้อาจไม่มีคำตอบตรงๆ ค่ะ สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ แต่ละสายมองเห็นบางอย่างที่อีกสายมองข้าม

Kant มองเห็นว่าเจตนาและหลักการสำคัญ ถ้าเราปรับเหตุผลทุกอย่างตามสถานการณ์ได้ตลอด เราอาจหาเหตุผลให้กับสิ่งที่ผิดได้ง่ายเกินไป

Mill มองเห็นว่าผลลัพธ์ในโลกจริงสำคัญ จริยธรรมที่ไม่สนใจว่าใครได้รับผลกระทบอะไร อาจเป็นแค่ความภูมิใจส่วนตัว

Aristotle มองเห็นว่าตัวตนของเราเป็นแกนกลาง กฎและการคำนวณช่วยได้มาก แต่ในที่สุด ผู้ที่ตัดสินใจในแต่ละวินาทีคือตัวคุณ และนิสัยที่คุณสร้างมาตลอดชีวิต

ชีวิตจริงไม่ได้ให้เราเลือกสายใดสายหนึ่ง เราใช้ทั้งสามค่ะ บางทีเป็น Kant ที่ยึดหลักการ บางทีเป็น Mill ที่คิดถึงผล บางทีเป็น Aristotle ที่แค่รู้ว่าคนแบบที่เราอยากเป็นจะทำอะไร

สิ่งที่ทำให้คนเราแตกต่างจากกฎหรืออัลกอริทึม อาจไม่ใช่การมีคำตอบที่ถูกต้องเสมอ แต่คือความสามารถในการยังคงถามว่า “ฉันกำลังทำสิ่งที่ถูกต้องอยู่ไหม” แม้จะรู้ว่าคำถามนั้นไม่มีคำตอบง่ายๆ ก็ตาม

Related Posts