จัดการความเครียดได้ กับ แค่ทนเก่ง มันต่างกันยังไง

เคยสงสัยมั้ยคะว่า ความแตกต่างระหว่างการจัดการความเครียดได้ กับ การแค่ทนเก่ง คืออะไร เราสงสัยค่ะ : )

สองอย่างนี้หน้าตาคล้ายกันมาก คนที่รับแรงกดดันได้เงียบ ๆ มักถูกชมว่าเก่ง แต่ในทางจิตวิทยา ดูเหมือนมันจะคือคนละกระบวนการเลยนี่นา

การจัดการความเครียด หรือ Coping คือกระบวนการที่เกิดขึ้นแบบมีสติและตั้งใจ เรารู้ว่าเรากำลังเครียด แล้วเลือกตอบสนองบางอย่าง

Richard Lazarus และ Susan Folkman อธิบายไว้ตั้งแต่ปี 1984 ว่า ความเครียดไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการประเมินของเรา ว่าสิ่งนั้นเกินทรัพยากรที่เรามีหรือไม่

พูดแบบ Lazarus & Folkman คือ ไม่ใช่งานเยอะที่ทำให้เราเครียด แต่คือสมองเราประเมินว่างานนี้เกินกำลังฉันต่างหาก

เมื่อสมองประเมินว่าเกินกำลัง Coping จึงเป็นเหมือนการเพิ่มทรัพยากร หรือจัดการสมดุลใหม่

มันมีสองแนวหลัก แนวแรกคือจัดการที่ปัญหา เช่น ปรับแผน ขอความช่วยเหลือ ต่อรองเดดไลน์ แบ่งงานให้ชัด นี่คือ problem-focused coping อีกแนวคือจัดการที่อารมณ์ เช่น ออกกำลังกาย ฝึกหายใจ คุยกับเพื่อน ปรับมุมมองความคิด นี่คือ emotion-focused coping

ลองดูภาพจริงสั้น ๆ

พนักงานคนหนึ่งเริ่มรู้สึกว่าตัวเองหงุดหงิดง่าย นอนไม่ดี เขานัดคุยกับหัวหน้า ขอปรับลำดับงาน ขอ support เพิ่มบางส่วน และเริ่มออกกำลังกายตอนเย็น เพราะรู้ว่าตัวเองเครียดง่าย อันนี้คือ Coping เขาทำอะไรบางอย่างกับความเครียด

อีกคนหนึ่งรับงานเพิ่มเรื่อย ๆ เลิกดึกทุกวัน ช่วงแรกใจสั่น แต่ผ่านไปสักพักร่างกายไม่ค่อยแสดงอาการแล้ว เหมือนแข็งแรงขึ้น แต่เริ่มปวดหัวเรื้อรัง นอนไม่หลับ สมาธิลดลง เขาไม่ได้แก้โครงสร้างงาน แค่ชินกับมันมากขึ้น แบบนี้ใกล้เคียงกับ habituation

ซึ่งพาเราไปอีกฝั่งหนึ่งของเรื่อง

การทนต่อความเครียด หรือ habituation เป็นกระบวนการทางสรีรวิทยาที่เกิดขึ้นอัตโนมัติ ไม่ต้องมีสติ ไม่ต้องตัดสินใจ

เมื่อเราเครียด แกน HPA Hypothalamic–Pituitary–Adrenal axis จะกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งคอร์ติซอล ฮอร์โมนความเครียด ทำให้หัวใจเต้นเร็ว ความดันสูง มือเย็น ปวดท้อง เตรียมพร้อมสู้หรือหนี เลยไม่แปลกที่ช่วงแรกเราอาจใจสั่น ปวดท้อง มือเย็น ตามที่ว่า แต่พอเวลาผ่านไป อาการเหล่านี้อาจค่อย ๆ จางลง ทั้งที่ workload ยังเท่าเดิมหรือหนักกว่าเดิม

เพราะถ้าเจอสิ่งกระตุ้นแบบเดิมซ้ำ ๆ ระบบประสาทจะลดการตอบสนองลง นี่คือ habituation ซึ่งเป็นการเรียนรู้แบบไม่เชื่อมโยง non-associative learning แบบพื้นฐานในประสาทวิทยา

พูดง่าย ๆ คือ ร่างกายบอกว่า เคยเจอแล้ว ไม่ต้องเปิดโหมดฉุกเฉินเต็มกำลังทุกครั้ง

มันคือการประหยัดพลังงาน ไม่ใช่การแก้ปัญหา

แต่ปัญหาก็คือ หลายคนเข้าใจว่าการที่ตัวเองไม่ใจสั่นแล้ว ไม่บ่นแล้ว คือจัดการความเครียดได้ ทั้งที่บางครั้งเราแค่ปิดเสียงแจ้งเตือน

มันเหมือนเซิร์ฟเวอร์ที่ไม่ร้อง error แล้ว ไม่ได้แปลว่า bug หายไป

สัญญาณบางอย่างที่บอกว่าเราอาจแค่ทนเก่งขึ้น ไม่ได้จัดการได้ดีขึ้น เช่น

– ทำงานได้ไปเรื่อย ๆ แต่รู้สึกชา ๆ เบื่อ ๆ ไม่ค่อยดีใจหรือเสียใจกับอะไร

– ร่างกายเริ่มมีอาการเรื้อรัง ปวดหัว ปวดหลัง นอนไม่อิ่ม แต่ยังฝืนทำต่อ

– ใช้วิธีหลบเลี่ยง เช่น ดื่มหนัก เลื่อนฟีด เล่นเกมหนีความคิด ปล่อยตัวเองลอยไป แต่ไม่แตะปัญหาจริง

ในงานวิจัย กลยุทธ์หลบเลี่ยงแบบนี้จัดอยู่ใน maladaptive coping ซึ่งสัมพันธ์กับระดับซึมเศร้าและความวิตกกังวลที่สูงขึ้นในระยะยาว

ต่างจาก adaptive coping ที่แม้อาจเหนื่อยกว่าในตอนแรก เพราะต้องเผชิญหน้าปัญหา แต่ช่วยลดความเครียดได้จริงและยั่งยืนกว่า

โดยสรุป Coping คือสิ่งที่คุณเลือกทำ

Habituation คือสิ่งที่ร่างกายคุณค่อย ๆ กลายเป็นแบบนั้น

การทนเก่งอาจทำให้เราดูแข็งแรงในสายตาคนอื่น

แต่การจัดการได้ คือการอัปเกรดระบบทั้งซอฟต์แวร์และโครงสร้าง ไม่ใช่แค่ลดเสียงเตือน

และบางที ความกล้าหาญที่แท้จริงอาจไม่ใช่การเงียบและรับไหวทุกอย่าง

แต่อยู่ที่การยอมรับว่าเรากำลังเครียด แล้วลงมือเปลี่ยนอะไรบางอย่างกับมันอย่างตั้งใจ

Related Posts