เรื่องมันเริ่มแบบย้อนไปไกลมาก ไกลถึงกรีกโบราณ ที่ความเหนื่อยล้ายังไม่ได้ถูกอธิบายด้วย KPI หรือวัฒนธรรมองค์กร แต่ถูกอธิบายด้วย ‘ธาตุในร่างกาย’ แทน แพทย์อย่าง Galen (ต่อยอดจาก Hippocrates) เสนอทฤษฎีธาตุทั้งสี่ เลือด น้ำดีเหลือง น้ำดีดำ และเสมหะ ถ้าน้ำดีดำมากไป ร่างกายจะเสียสมดุล เกิดภาวะ Melancholia อาการจะฟังดูคุ้น ๆ …เฉื่อยชา หมดพลัง เซื่องซึม และเหมือนโลกทั้งใบหนักขึ้นสิบเท่า
ที่น่าสนใจคือยุคนั้นบางช่วงกลับมอง Melancholia ในแง่ ‘เท่’ ด้วยซ้ำ มันถูกโยงเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ สติปัญญา หรือความเป็นอัจฉริยะ แบบไวป์ศิลปินที่อินโลกจนล้า (ถ้าเป็นปัจจุบันก็คงประมาณ ‘คนทำงานครีเอทีฟที่สมองไม่เคยปิดแท็บ’)
พอข้ามมายุคกลาง ความเหนื่อยล้าถูกย้ายบ้านจากคลินิกไปอยู่ในโบสถ์ แทนที่จะถามว่า ‘ร่างกายเสียสมดุลอะไรไหม’ สังคมกลับถามว่า ‘ใจเธออ่อนศรัทธาหรือเปล่า’ ภาวะนี้ถูกเรียกว่า Acedia ความเกียจคร้านทางจิตวิญญาณ ฟังดูเหมือนโดนกล่าวหาว่าไม่ขยันทั้งที่จริง ๆ แค่หมดแรง และใช่…มันถูกมองเป็นบาป เป็นสัญญาณของทัศนคติที่เสื่อมทราม วิธีแก้ในยุคนั้นตรงข้ามกับคำแนะนำสมัยนี้แบบคนละจักรวาล คือให้ ‘ทำงานและอุทิศตนให้พระเจ้ามากขึ้น’ เป็นยุคเดียวที่การทำงานถูกยกเป็น ‘ยาแก้เหนื่อย’ อย่างจริงจัง
แล้วพอเข้า Renaissance มนุษย์ก็ทำในสิ่งที่มนุษย์ถนัดเสมอ ซึ่งคือหาเหตุผลใหม่ให้ความรู้สึกเดิม ความเหนื่อยล้าถูกโยงเข้ากับโหราศาสตร์ คนที่มีดาวเสาร์ (Saturn) เด่นในดวงถูกเชื่อว่ามีแนวโน้มจะเหนื่อยล้าเป็นพิเศษ เหมือนบอกว่า ‘ไม่ใช่เธอไม่ไหวหรอก…ดาวมันกด’ ก่อนจะเลยไปถึงศตวรรษที่ 18 ที่มีทฤษฎีแปลก ๆ ว่าการสำเร็จความใคร่มากเกินไปทำให้พลังงานสำรองรั่วไหล ถึงวันนี้เรารู้ว่ามันไม่ใช่คำอธิบายที่ถูกต้อง แต่ความพยายามเหล่านี้สะท้อนอย่างหนึ่งชัดมาก มนุษย์ไม่เคยหยุดพยายามทำความเข้าใจความเหนื่อย แค่เปลี่ยนภาษาไปตามความเชื่อของยุค
พอศตวรรษที่ 19 มาถึง เราเริ่มเห็นเงาของ ‘เบิร์นเอาท์แบบร่วมสมัย’ ชัดขึ้น เพราะนี่คือยุคที่ความทันสมัยเริ่มเร่งความเร็วแบบติดเทอร์โบ George Miller Beard ทำให้คำวินิจฉัย Neurasthenia (ประสาทอ่อน) โด่งดังขึ้นมา โดยอธิบายครั้งแรกในปี 1869 ว่าความเหนื่อยล้าเกิดจาก ‘เส้นประสาทอ่อนแอ’ เหมือนแบตเตอรี่ระบบประสาทหมด แล้วอาการก็ลามไปถึงความวิตกกังวลและการพังทลายทางใจ
สิ่งที่ทำให้ยุคนี้คล้ายเรามากคือเขาโทษความทันสมัยโดยตรง ซึ่งในตอนนั้นคือ ชีวิตเมือง แสงไฟ โทรเลข เครื่องจักรไอน้ำ ความวุ่นวายที่กระตุ้นคนมากเกินไป และการมาของไฟฟ้าที่ทำให้คนไม่ต้องหยุดทำงานเมื่อพระอาทิตย์ตก รวมถึงทุนนิยมที่สนับสนุนให้นายจ้างใช้ประโยชน์จากเวลาที่ขยายออกไป
แต่พล็อตทวิสต์ของยุค Neurasthenia คือมันเคยถูกมองว่าเป็น ‘ตราความพิเศษ’ ผู้ป่วยถูกนับเป็นพวก brain workers หรือ ‘ผู้นำอุตสาหกรรม’ เป็นคนละเอียดอ่อน มีวัฒนธรรม มีศิลป์ เหมือนสังคมกำลังบอกว่า ถ้าคุณเหนื่อย แปลว่าคุณเป็นคนมีคุณค่าและรับแรงกระตุ้นได้มากกว่าคนธรรมดา…ฟังแล้วคล้ายบางวัฒนธรรมปัจจุบันที่เผลอมอบเหรียญกล้าหาญให้คนทำงานจนพังเลยใช่ไหม
จนกระทั่งทศวรรษ 1970 คำว่า ‘Burnout’ ถึงค่อยถือกำเนิดแบบเป็นทางการ
Herbert J. Freudenberger ผู้ทำงานที่ St. Mark’s Free Clinic ในย่าน East Village นิวยอร์ก สังเกตอาสาสมัครที่ช่วยผู้ติดยาและเยาวชนไร้บ้านกำลังหมดแรงทางอารมณ์จากงานบริการ
เขาเขียนเรื่อง ‘Staff Burn-Out’ ในปี 1974 และใช้คำว่า ‘burnt out’ ซึ่งยืมมาจากวงการยาเสพติดอย่างประชดประชัน (เดิมหมายถึงผลกระทบจากการใช้ยาหนัก)
ช่วงเวลาใกล้ ๆ กัน Christina Maslach ก็ศึกษาเรื่องนี้ และต่อมาพัฒนาเครื่องมือวัดผลที่ดังที่สุดอย่าง Maslach Burnout Inventory (MBI) ในต้นทศวรรษ 1980 พร้อมนิยามแกนของเบิร์นเอาท์ไว้สามชิ้นที่แม่นมาก
1. ความหมดแรง (exhaustion)
2. ความเย็นชา ถากถาง (cynicism) และ
3. ความรู้สึกไร้ประสิทธิภาพ (inefficacy)
งานวิจัยเริ่มจากอาชีพบริการ พยาบาล แพทย์ นักสังคมสงเคราะห์ ครู เจ้าหน้าที่คุมประพฤติ ก่อนขยายไปแทบทุกอาชีพในวันนี้
แล้วโลกก็พาเรามาถึงช่วงที่คำนี้ถูกจัดวางในระบบสาธารณสุขระดับโลก ปี 2019 องค์การอนามัยโลก (WHO) ใส่ burnout ไว้ใน ICD-11 ในฐานะ occupational phenomenon หรือ ‘ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน’ ไม่ใช่โรค แต่เป็นปัจจัยที่กระทบสุขภาพ และในภาพร่วมสมัยก็มีตัวเลขชวนสะดุ้งอย่างเช่น คนงานอเมริกันรายงานว่ารู้สึกเบิร์นเอาท์ราว 53% พร้อมแนวโน้มที่ถูกพูดถึงมากขึ้นทั่วโลก
พอมองย้อนไปแบบนี้ จะเห็นว่า ‘อาการ’ ไม่ได้ใหม่เท่าไร ความเหนื่อย ความเฉื่อย ความหงุดหงิด ความสิ้นหวัง หรือความรู้สึกแปลกแยกจากผู้คนเคยโผล่มาในหลายศตวรรษ
สิ่งที่ใหม่กว่าคือ ‘กรอบความหมาย’ ที่เราใช้เล่าเรื่องมัน ทุกยุคพยายามหาคำอธิบายที่สอดคล้องกับโลกของตัวเอง ยุคหนึ่งโทษน้ำดีดำ ยุคหนึ่งโทษศรัทธา ยุคหนึ่งโทษดาวเสาร์ ยุคหนึ่งโทษเมืองและไฟฟ้า และยุคนี้โทษความเครียดจากงานและระบบที่ไม่ยอมให้คนเป็นคน
บทเรียนไม่ได้อยู่ที่การตัดสินว่ายุคไหนเหนื่อยกว่ากัน แต่อยู่ที่การสังเกตว่า ‘เรากำลังเล่าเรื่องความเหนื่อยของตัวเองด้วยภาษาแบบไหน’ เพราะภาษานั้นจะกำหนดว่าเราจะโทษตัวเอง โทษสิ่งลี้ลับ หรือเริ่มมองเห็นโครงสร้างที่ควรถูกออกแบบใหม่ ให้มนุษย์ไม่ต้องใช้ชีวิตเหมือนมือถือที่ชาร์จไม่เข้า แต่ก็ยังถูกบังคับให้เปิดจอตลอดเวลา