ในฝั่งจิตวิทยามีแนวคิดหนึ่งที่ นักวิจัยบางกลุ่มเรียกว่า Contextual Change Model มันบอกว่า สมองไม่ได้รับรู้เวลาจากนาฬิกา แต่จาก ‘จำนวนการเปลี่ยนฉาก’ ที่เกิดขึ้นในชีวิต ตอนเด็ก ทุกวันคือฉากใหม่ ห้องเรียนใหม่ เพื่อนใหม่ กฎใหม่ สมองต้องอัปเดตบริบทตลอดเวลา พอย้อนมองกลับ ช่วงนั้นเลยดูยาวแบบไม่สมเหตุสมผล แต่พอเป็นผู้ใหญ่ ฉากแทบไม่เปลี่ยน งานเดิม ห้องเดิม เส้นทางเดิม สมองแทบไม่ต้องอัปเดตอะไร เวลาในความทรงจำเลยถูกบีบให้สั้นลง
สิ่งนี้เชื่อมกับอีกแนวคิดที่ นักวิจัยบางคนอธิบายไว้คล้ายกับสิ่งที่อาจเรียกได้ว่า ‘ความหนาแน่นของความทรงจำ’ (memory density) ระยะเวลาที่เรารู้สึกว่ายาวหรือสั้น ไม่ได้ขึ้นกับว่ามันกินเวลากี่ชั่วโมง แต่ขึ้นกับว่ามีความทรงจำถูกบันทึกไว้แน่นแค่ไหน วันไหนที่เต็มไปด้วยเหตุการณ์ใหม่ เวลาในความทรงจำจะยืดยาว แต่ช่วงไหนชีวิตถูกบีบอัดด้วยรูทีน ความทรงจำบาง ช่วงเวลานั้นจะหายวับไปเหมือนไฟล์ที่ถูกบีบอัดแรงเกินไป
ยังไม่พอ ชีวิตผู้ใหญ่ยังโดนซ้ำด้วยเรื่องสมาธิ ตามโมเดลที่เรียกว่า Attentional Gate Model สมองเรามีสิ่งที่เหมือนประตูควบคุมการรับรู้เวลา ถ้าเราจดจ่อกับสิ่งที่ทำ ประตูจะเปิดรับข้อมูลเข้าไปเยอะ แต่ถ้าเราวอกแวก สลับงาน มือทำอย่างหนึ่ง ใจคิดอีกอย่าง ประตูจะเปิด ๆ ปิด ๆ ทำให้เวลาที่ถูกบันทึกไว้ไม่สมบูรณ์ และชีวิตประจำวันของผู้ใหญ่ก็มักเป็นแบบนั้นพอดี
ฝั่งชีววิทยาก็มีบทบาทอยู่เหมือนกัน มีงานวิจัยด้านประสาทวิทยาพบว่า เมื่ออายุมากขึ้น ความเร็วในการประมวลผลของระบบประสาทจะลดลงเล็กน้อย ผลคือสมอง ‘เก็บตัวอย่างของโลก’ ได้น้อยลงต่อวินาที เหมือนกล้องที่เฟรมเรตลดลง ภาพยังต่อเนื่อง แต่รายละเอียดต่อวินาทีหายไป เวลาเลยรู้สึกว่าผ่านเร็วขึ้น
แถมระบบโดพามีน ซึ่งเกี่ยวข้องกับความตื่นเต้นและการเรียนรู้สิ่งใหม่ ก็ไม่ได้ไวเหมือนตอนเด็ก สิ่งเดิม ๆ เลยไม่กระตุ้นให้สมองเปิดโหมดบันทึกละเอียด โลกดูคุ้นมากกว่าว้าว และความคุ้นนี่แหละที่ทำให้เวลาไหลผ่านโดยไม่ทิ้งร่องรอย
แน่นอนว่า นักวิจัยยังถกเถียงกันอยู่ว่าปัจจัยไหนมีน้ำหนักมากกว่ากัน ทั้งเรื่องบริบท ความทรงจำ สมาธิ ไปจนถึงการทำงานของระบบประสาท แต่ภาพรวมเหล่านี้ถือเป็นแนวทางอธิบายยอดนิยมในงานจิตวิทยาเรื่องการรับรู้เวลาในชีวิตประจำวัน
แต่ทั้งหมดนี้ก็ไม่ได้แปลว่าเรากำลังแพ้ให้กับกาลเวลานะคะ แต่มันอาจกำลังบอกใบ้อย่างหนึ่งว่า เวลาที่รู้สึกเร็วขึ้น อาจเป็นสัญญาณว่าชีวิตช่วงนี้ถูกบีบอัดมากเกินไป และข่าวดีคือ สมองยังตอบสนองต่อความแปลกใหม่ สมาธิ และการออกจากรูทีนได้เสมอ
เราอาจหยุดเวลาไม่ได้ แต่เรายังเพิ่ม ‘เฟรม’ ให้ชีวิตได้ และบางที แค่เพิ่มรายละเอียดให้วันธรรมดาอีกนิด หนึ่งปีก็อาจไม่หายไปเร็วเหมือนเดิมอีกต่อไป
และไม่ว่าเวลาจะช้าหรือเร็ว เรามาใช้มันอย่างมีสติ คุ้มค่า มีความหมายกันนะคะ ทุกคน : )