อีกฉากหนึ่ง เพื่อนคนหนึ่งทักแฟนเรื่องลืมนัดเป็นครั้งที่สาม สิ่งที่ได้กลับมาคือ “เธอกำลัง gaslight ฉัน” ทั้งที่พูดไปแค่ “เราจำได้ว่าเธอรับปากไว้นะ”
คำอย่าง Boundaries, Gaslighting, Toxic, Trauma, Trigger หรือ Holding Space เดินออกจากห้องบำบัดมาอยู่ในภาษาประจำวันนานแล้วค่ะ และส่วนใหญ่มันช่วยได้จริงนะ มันช่วยตั้งชื่อให้ความเจ็บที่เราเคยพูดไม่ออก ช่วยให้เห็นรูปแบบความสัมพันธ์ที่เมื่อก่อนเราอธิบายไม่ได้
แต่คำที่ช่วยตั้งชื่อความเจ็บ ก็ใช้ปิดปากความเจ็บของคนอื่นได้เหมือนกัน และจุดเปลี่ยนนั้นเงียบเชียบมาก จนคนใช้เองอาจไม่ทันรู้ตัว
.
ภาษาของการเยียวยาเข้ามาในวัฒนธรรมป๊อปเป็นระลอก โดยเฉพาะช่วงโซเชียลมีเดีย
ปี 2022 Merriam-Webster เลือก gaslighting เป็นคำแห่งปี หลังยอดค้นหาเพิ่มขึ้น 1,740 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อน คำที่เคยใช้พูดถึงการบิดเบือนความจริงอย่างเป็นระบบ เริ่มถูกใช้กับความขัดแย้งแทบทุกแบบ
กลางปี 2023 เรื่องนี้ชัดขึ้นอีก เมื่อข้อความของ Jonah Hill ถึงแฟนสาวที่เป็นนักเซิร์ฟถูกเผยแพร่ เขาระบุสิ่งที่เธอต้องเลิกทำเพื่อให้ความสัมพันธ์ไปต่อได้ ทั้งห้ามเล่นเซิร์ฟกับผู้ชาย ห้ามโพสต์รูปชุดว่ายน้ำ ห้ามรับงานบางประเภท หรือห้ามคบเพื่อนบางคน แล้วเรียกรายการนั้นว่า “boundaries” ของเขา
ประเด็นไม่ใช่ว่าเราห้ามมีข้อจำกัดในความสัมพันธ์ ทุกคนมีสิทธิ์รู้ว่าตัวเองรับอะไรได้หรือไม่ได้ แต่คำว่า boundary ไม่ได้ทำให้ความต้องการควบคุมอีกฝ่ายกลายเป็นเรื่องสุขภาพดีโดยอัตโนมัติ สิ่งที่ทำให้มันซับซ้อนคือ มันฟังดูดี เพราะใช้ภาษาที่สังคมสอนให้เราเคารพ
นักจิตวิทยา Nick Haslam เรียกปรากฏการณ์ที่คำเกี่ยวกับอันตรายค่อยๆ ขยายความหมายออกไปว่า concept creep การขยายนี้มีทั้งด้านดีและด้านที่ต้องระวัง
ด้านหนึ่งทำให้เราเห็นความทุกข์ที่เคยมองข้าม แต่อีกด้าน เมื่อทุกความเห็นต่างกลายเป็น gaslighting ทุกคนที่เห็นแก่ตัวถูกเรียกว่า narcissist ทุกความสัมพันธ์ที่ทำให้ไม่สบายใจถูกเรียกว่า toxic และทุกประสบการณ์แย่ๆ ถูกเรียกว่า trauma คำเหล่านี้ก็เริ่มสูญเสียความแม่นยำ
ยิ่งใช้กว้าง คำยิ่งเบา
.
เรื่อง gaslighting จะเห็นภาพชัดที่สุด Paige Sweet นักสังคมวิทยาที่ศึกษาประเด็นนี้อธิบายว่า gaslighting ไม่ใช่แค่การเถียงกันว่าใครจำถูก หรือใครเข้าใจเหตุการณ์ผิด แต่มันเกิดขึ้นเมื่อคนหนึ่งค่อยๆ ทำให้อีกคนไม่เชื่อสิ่งที่ตัวเองเห็น จำ หรือรู้สึก เช่น ปฏิเสธซ้ำๆ ว่าเหตุการณ์นั้นไม่เคยเกิดขึ้น บอกว่าอีกฝ่ายคิดไปเอง จำผิด หรืออ่อนไหวเกินไป จนวันหนึ่งคนที่ถูกทำเริ่มสงสัยว่า “หรือเราจะจำผิดจริงๆ”
เพราะฉะนั้น ถ้าคนสองคนจำเรื่องเดียวกันไม่เหมือนกัน นั่นยังไม่ใช่ gaslighting โดยอัตโนมัติ มันอาจเป็นเพียงความทรงจำคนละชุดที่ต้องเอามาคุยกัน ปัญหาคือ ทุกวันนี้คำว่า gaslighting กลับถูกใช้ในจังหวะที่ควรเริ่มบทสนทนา เพื่อปิดบทสนทนาเสียเอง
.
ปลายปี 2025 มีบทความวิชาการใช้คำว่า therapy-speak อธิบายการหยิบภาษาจิตบำบัดมาใช้ในชีวิตประจำวันแบบไม่แม่นยำหรือผิวเผิน จุดที่น่าสนใจคือ พอพูดว่า “นี่คือ trauma response ของเธอ” ประโยคส่วนตัวก็แปลงร่างเป็นคำวินิจฉัย
จากคนสองคนที่กำลังขัดแย้งกัน กลายเป็นคนหนึ่งที่ดูเหมือนมีอำนาจจากความรู้ทางจิตวิทยา กับอีกคนที่ถูกวางไว้ในตำแหน่ง “คนมีปัญหา” มันทำให้ง่ายขึ้นกับบางคนนะคะ คือไม่ต้องสนใจละว้า ในเรื่องนี้ เรามีส่วนตรงไหน
การด่วนวินิจฉัยแบบนี้ไม่ได้ส่งผลแค่ในแง่จิตวิทยา แต่นักปรัชญาที่ศึกษาปรากฏการณ์นี้ใช้คำว่า affective injustice หรือ “ความอยุติธรรมทางอารมณ์” เมื่ออารมณ์ของใครสักคนถูกทำให้กลายเป็น “อาการ” แทนที่จะถูกมองว่าอาจเป็นปฏิกิริยาที่สมเหตุสมผลต่อสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เช่น เมื่ออีกฝ่ายโกรธ เรารีบบอกว่าเขา “ถูก trigger” ทั้งที่คำถามที่ควรถามเพิ่มคือ เขาถูก trigger จากอดีตของเขา หรือสิ่งที่เราทำตอนนี้ก็น่าโกรธจริงๆ ด้วย
ที่สำคัญคือคนที่มีอำนาจน้อยกว่าในความสัมพันธ์ยิ่งเปราะบางต่อกลไกนี้ ภาษาที่ตั้งใจให้คนตัวเล็กมีเสียง สามารถถูกคนที่มีอำนาจมากกว่าหยิบมาใช้ปิดเสียงนั้นได้เหมือนกัน
การตั้ง boundary กับการสร้างเกราะอาจใช้คำเดียวกัน ความต่างอยู่ที่สิ่งที่ประโยคนั้นกำลังทำ
“ถ้าเสียงดังขึ้น เราจะออกจากห้องก่อน แล้วค่อยกลับมาคุย”
กับ
“เธอห้ามขึ้นเสียง เพราะมัน trigger เรา”
ประโยคแรกพูดถึงสิ่งที่เราจะทำเพื่อดูแลตัวเอง ส่วนประโยคหลังพูดถึงสิ่งที่อีกฝ่ายต้องทำ
ไม่ได้แปลว่าประโยคหลังผิดค่ะ เรามีสิทธิ์ขอให้อีกคนเปลี่ยนพฤติกรรม บอกว่าอะไรทำให้ไม่สบายใจ และเลือกว่าจะอยู่หรือไป แต่คำขอกับ boundary ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน คำขอเปิดให้เจรจา ส่วน boundary บอกสิ่งที่เราจะทำเมื่อเงื่อนไขบางอย่างเกิดขึ้น
เมื่อเราเรียกทุกความต้องการว่า boundary เพื่อทำให้มันต่อรองไม่ได้ มันเริ่มเปลี่ยนจากขอบเขตเป็นกฎที่วางให้คนอื่นทำตาม และเมื่อนั้นมันจะทำหน้าที่เป็น “เกราะ” ที่ทำงานต่างออกไป มันช่วยปิดกั้นให้เราไม่ต้องเผชิญคำถามที่เจ็บกว่า เช่น เรามีส่วนสร้างปัญหานี้ไหม เรากำลังหลีกเลี่ยงอะไรอยู่ หรือสิ่งที่อีกฝ่ายพูดมีส่วนจริงหรือเปล่า
.
ในทฤษฎีระบบครอบครัวมีแนวคิดเรื่อง differentiation of self หรือความสามารถที่จะยังเป็นตัวเอง (ไม่ไหลไปตามอารมณ์ของอีกฝ่าย) ขณะเดียวกันก็ยังเชื่อมโยงกับคนอื่นอยู่ (ไม่จำเป็นต้องผลักไสหรือหนีปัญหา) คนที่มีขอบเขตมั่นคงจึงไม่จำเป็นต้องทำให้อีกฝ่ายกลายเป็นศัตรูเพื่อรักษาตัวเองไว้
เราพูดว่า “ฉันไม่โอเคกับเรื่องนี้” ได้โดยไม่ต้องสรุปว่าอีกฝ่าย toxic
เดินออกจากความสัมพันธ์ได้โดยไม่ต้องวินิจฉัยว่าเขาเป็น narcissist
และปกป้องตัวเองได้โดยยังยอมรับว่าอีกคนก็มีขอบเขตของตัวเอง
เรื่องนี้ชัดขึ้นในปรากฏการณ์การตัดขาดความสัมพันธ์ มีงานสำรวจในสหรัฐฯ พบว่าคนจำนวนไม่น้อยเคยตัดขาดสมาชิกในครอบครัว ขณะที่ภาษาอย่าง “ตัดคน toxic ออกจากชีวิต” ก็กลายเป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปบนโซเชียล
การตัดขาดไม่ได้ผิด และในบางกรณีมันจำเป็น โดยเฉพาะเมื่อมีความรุนแรง การควบคุม การละเมิด หรือการปฏิเสธตัวตนซ้ำๆ งานวิจัยเองก็ชี้ว่าการตัดขาดจำนวนมากเกิดหลังความเจ็บปวดสะสมมาหลายปีหรือหลายสิบปี สำหรับบางคน การเดินออกมาคือการเอาชีวิตรอด
.
แต่คำถามคือ เมื่อวัฒนธรรมทำให้การ “ตัดคน toxic” ดูเหมือนคำตอบมาตรฐาน เกณฑ์ที่ทำให้เรารู้สึกว่าต้องตัดจะต่ำลงหรือเปล่า ความขัดแย้งที่เคยต้องใช้การเจรจา การขอโทษ หรือการปรับความสัมพันธ์ อาจถูกข้ามไปสู่คำตอบสุดท้ายเร็วขึ้น เพราะเรามีภาษาที่ทำให้การเดินออกมาฟังดูเหมือนคำแนะนำทางจิตวิทยา
ขอแวะออกตัวนิดนึง ข้อเขียนนี้พูดถึงการใช้คำ ไม่ได้ตัดสินคนที่ใช้คำนะคะ คนที่กำลังเอาชีวิตรอดจากความรุนแรงไม่จำเป็นต้องเปิดบทสนทนาต่อ และไม่ต้องพิสูจน์ว่า “พยายามมากพอ”
.
ถ้าจะหยิบอะไรกลับไปจากเรื่องนี้ อาจไม่ใช่การเลิกใช้คำเหล่านี้ แต่คือหยุดคิดอีกนิดก่อนใช้มัน
เวลาจะบอกว่า “นี่คือ boundary ของเรา” ลองดูว่าเรากำลังบอกว่า …เราจะทำอะไรเพื่อดูแลตัวเอง… หรือกำลังบอกว่า…อีกฝ่ายต้องทำอะไรตามที่เราต้องการ… ถ้าเป็นอย่างหลัง มันอาจเป็นคำขอที่สมเหตุสมผลมาก แต่คำขอก็ยังเป็นสิ่งที่ต้องพูดคุยและต่อรองกัน ไม่ใช่แค่เรียกว่า boundary แล้วอีกฝ่ายต้องยอมรับทันที
เวลาจะบอกว่า “เธอกำลัง gaslight เรา” ลองแยกก่อนว่าอีกฝ่ายกำลังปฏิเสธและบิดเรื่องซ้ำๆ จนเราเริ่มไม่เชื่อความทรงจำของตัวเอง หรือแค่เราสองคนจำเหตุการณ์เดียวกันไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นอย่างหลัง สิ่งที่ต้องการคงไม่ใช่คำว่า gaslighting แต่เป็นประโยคง่ายๆ ว่า “เราจำเรื่องนี้ไม่เหมือนกัน มาคุยกันหน่อย”
และเวลามีใครทักท้วงแล้วเรารู้สึกไม่สบายใจ อย่าเพิ่งรีบสรุปว่าความรู้สึกนั้นแปลว่าอีกฝ่ายกำลังทำร้ายเรา ความไม่สบายใจอาจเกิดเพราะเราถูกล้ำเส้นจริงๆ แต่ก็เกิดได้เมื่อเราได้ยินเรื่องที่ไม่อยากยอมรับเกี่ยวกับตัวเอง
เราน่าจะต้องแยกให้ออกว่า อะไรคือสิ่งที่เราควรปกป้องตัวเองจากมัน และอะไรคือสิ่งที่เราควรหยุดแล้วรับฟัง
และนี่ต่างหากคือทักษะที่การบำบัดควรช่วยให้เราทำได้ดีขึ้น
.
คำอย่าง boundary, gaslighting, trauma หรือ trigger ไม่ใช่ปัญหาในตัวมันเอง ตรงกันข้าม มันมีประโยชน์มากเมื่อใช้อย่างแม่นยำ
คำเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เราอยู่ในความสัมพันธ์ได้โดยไม่ต้องสูญเสียตัวเอง ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อให้เราไม่ต้องรับผิดชอบต่อความสัมพันธ์อีกเลย
ขอบเขตที่ดีจึงไม่ได้มีแค่เส้นที่ชัด มันยังมองเห็นว่ามีมนุษย์อีกคนยืนอยู่อีกฝั่งของเส้นนั้นด้วย
ครั้งล่าสุดที่เราใช้คำว่า boundary หรือ gaslighting กับใครสักคน เราอยากให้เขาเข้าใจเรามากขึ้น หรือเราแค่อยากให้เขาหยุดพูดคะ