เขียนมาสิบปี ทำไมยังไม่กล้าเรียกตัวเองว่า “นักเขียน” และการถูกเรียกชื่อ ที่เป็นคนละเรื่องกับการลงมือทำจนสำเร็จ

มีความเจ็บแบบหนึ่งที่พูดออกมาได้ยากอยู่ค่ะ มันคือการอยากเป็นอะไรสักอย่างมานานหลายปี แต่ยังรู้สึกว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์ใช้ชื่อเรียกนั้นลองนึกถึงคนที่เขียนมาตลอดสิบปี มีสมุดที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่า มีงานที่รื้อแล้วรื้ออีก แต่พอใครถามว่าเป็นนักเขียนหรือเปล่า กลับรีบตอบว่า “ยังหรอก แค่ชอบเขียนเฉย ๆ”

เรารู้ว่าคำไหนใช้อธิบายสิ่งที่ทำ เพียงแต่ยังไม่กล้าใช้คำนั้นกับตัวเอง ระยะห่างระหว่างสิ่งที่เราทำ กับสิทธิ์ที่จะเรียกตัวเองว่าเป็นคนแบบนั้น คือที่ที่ความเจ็บนี้อาศัยอยู่

แล้ววันหนึ่ง มีใครบางคนแนะนำเราให้คนอื่นรู้จักว่า “คนนี้เป็นนักเขียน” เขาพูดเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา ส่วนเราเก็บประโยคนั้นกลับมาคิดถึงอีกหลายวัน
คำเรียกครั้งนั้นไม่ได้แปลว่าเราได้รับความสำเร็จมาก่อนลงมือทำเสมอไป มันอาจเป็นเพียงการยอมรับสิ่งที่เราทำมาตลอด แต่ยังไม่เคยนับให้ตัวเองอย่างเต็มที่

การยอมรับที่มาช้า ไม่ใช่สิ่งเดียวกับความสำเร็จที่มาล่วงหน้า ถึงอย่างนั้น ความรู้สึกว่าเราเป็นนักเขียน กับการเขียนหนังสือให้เสร็จ ก็ยังเป็นคนละเรื่องกัน และตรงนี้เองที่เรื่องมีอีกด้านอยากชวนมองไปด้วยกันค่ะ

.

Robert A. Wicklund และ Peter M. Gollwitzer พัฒนาแนวคิดชื่อ Symbolic Self-Completion หรือการเติมเต็มตัวตนผ่านสัญลักษณ์ ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1980 และตีพิมพ์หนังสือชื่อเดียวกันในปี 1982 ทฤษฎีนี้เสนอว่า เมื่อเราอยากเป็นคนแบบหนึ่งมาก ๆ แต่ยังรู้สึกว่ามีหลักฐานไม่พอว่าเราเป็นคนแบบนั้น เราอาจหาหลักฐานอีกชนิดมาชดเชยความรู้สึกที่ยังขาดอยู่

ความรู้สึกว่า “ยังเป็นคนนั้นได้ไม่เต็มที่” นี้เรียกว่า incompleteness
มันไม่ได้หมายความว่าเราเป็นคนไม่สมบูรณ์ไปทั้งหมดนะคะ ส่วนหลักฐานที่ใช้เติมความรู้สึกนั้นก็มีหลายรูป ทั้งวุฒิ ตำแหน่ง คำที่ใช้แนะนำตัว และผลงานที่ทำสำเร็จจริง ประเด็นจึงไม่ใช่ของจริงปะทะของปลอม แต่อยู่ที่หลักฐานต่างชนิดกันทำหน้าที่ทดแทนกันได้ในความรู้สึกเกี่ยวกับตัวเรา โดยการมีคนอื่นรับรู้มีบทบาทสำคัญในกรอบทฤษฎีนี้

ลองวางสองประโยคไว้ข้างกัน “ฉันอยากเขียนหนังสือเล่มนี้ให้เสร็จ” กับ “ฉันอยากรู้สึกว่าตัวเองเป็นนักเขียน” สำหรับคนที่ฝันอยากเขียนหนังสือ สองความต้องการนี้พันกันอยู่ได้จนแทบแยกไม่ออก แต่สิ่งที่ตอบความต้องการอย่างหลัง ไม่จำเป็นต้องทำให้ความต้องการอย่างแรกสำเร็จไปด้วย

การมีใครเรียกเราว่านักเขียนไม่ได้เติมต้นฉบับให้อีกสิบหน้า และเราก็รู้ดีว่ามันไม่ได้ทำเช่นนั้น เพียงแต่ลองนึกดูว่า หากสิ่งหนึ่งที่เราเฝ้ารอจากการเขียนหนังสือคือการได้รับการยอมรับ คำเรียกสั้น ๆ นั้นก็ตอบความต้องการส่วนนี้ได้ โดยที่หนังสือยังไม่เสร็จ

.

ในงานปี 2009 ชื่อ When Intentions Go Public Gollwitzer และคณะให้นักศึกษาจิตวิทยา 49 คนเขียนความตั้งใจเกี่ยวกับการเรียนสองข้อ
กลุ่มหนึ่งมีผู้วิจัยอ่านสิ่งที่เขียน ส่วนอีกกลุ่มได้รับแจ้งว่าหน้านั้นจะถูกทิ้งโดยไม่มีใครอ่าน หนึ่งสัปดาห์ต่อมา กลุ่มที่ไม่มีใครรับรู้รายงานว่าได้ทำตามความตั้งใจเฉลี่ย 2.70 วัน เทียบกับ 1.92 วันในกลุ่มที่มีคนรับรู้

การทดลองไม่ได้จัดให้มีคำชมว่าใครจะเป็นนักจิตวิทยาที่ยอดเยี่ยม ความแตกต่างหลักคือการที่ผู้วิจัยรับรู้ความตั้งใจ
ผู้วิจัยเสนอคำอธิบายว่า การถูกรับรู้อาจช่วยเติมเต็มความรู้สึกเกี่ยวกับตัวตน จนแรงผลักให้ลงมือทำลดลง แต่ตัวเลขนี้มาจากการรายงานของนักศึกษาเองและกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็ก จึงยังใช้สรุปไม่ได้ว่า การเล่าความฝันจะทำให้ทุกคนทำน้อยลง หรือความรู้สึกดีหลังเล่าจบเป็นสัญญาณอันตรายเสมอ

รายละเอียดที่น่าสนใจอีกอย่างอยู่ในการทดลองที่สาม เมื่อแยกดูความผูกพันกับเป้าหมายการเป็นนักจิตวิทยาคลินิก กลุ่มที่ผูกพันกับเป้าหมายนี้มากใช้เวลาศึกษาวิดีโอน้อยลงเมื่อมีคนรับรู้ความตั้งใจ ส่วนกลุ่มที่ผูกพันน้อยไม่พบความแตกต่างชัดเจน ผลส่วนนี้มาจากกลุ่มย่อยขนาดเล็ก และไม่ได้วัดความเจ็บปวดจากการไม่ยอมรับตัวเอง

ถึงอย่างนั้น มันก็ทำให้คำอธิบายที่เราชอบใช้กับตัวเองว่า “ก็แค่ไม่ได้อยากจริง” ฟังดูง่ายเกินไป

.

ลองกลับมาที่คนที่ยังเรียกตัวเองว่านักเขียนไม่เต็มปาก คำเดียวกันไม่ได้มีน้ำหนักเท่ากันสำหรับทุกคน สำหรับคนที่เก็บความอยากนี้ไว้หลายปี การมีใครเรียกว่านักเขียนอาจหมายถึงการได้พักจากคำถามว่า “เรามีสิทธิ์อยู่ตรงนี้หรือยัง” ความโล่งแบบนั้นคล้ายการได้วางของหนักลงชั่วครู่ มากกว่าความพอใจที่หาทางเลี่ยงงานได้สำเร็จ

เราไม่จำเป็นต้องรีบแปลความดีใจครั้งนั้นว่า ความฝันของเราตื้นเขิน หรือเราชอบให้คนมองว่าทำ มากกว่าจะทำจริง ก่อนจะลงโทษตัวเองเรื่องวินัย ลองฟังด้วยว่าคำยืนยันครั้งนั้นตอบอะไรที่เรารอมานาน สิ่งที่อยากได้ยินคือ “เธอเก่งมาก” หรือแค่ “สิ่งที่เธอทำมาตลอด เรามองเห็นนะ”

แน่นอนว่าเรื่องเล่าแบบนี้ไม่ได้ใช้ได้ทุกครั้งที่เราผัดวันประกันพรุ่ง และความเข้าใจตัวเองก็ไม่ได้ทำให้งานที่ค้างอยู่เสร็จขึ้นมาเอง แต่มันเปิดทางให้เรามองสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่ต้องเริ่มจากข้อกล่าวหา

แทนที่จะห้ามตัวเองดีใจ สิ่งที่น่าสังเกตคือความดีใจพาเราไปไหนต่อ
ลองเทียบสองคืนที่ต่างกัน คืนหนึ่งเรากลับไปเปิดต้นฉบับ เพราะรู้สึกว่ามีคนรออ่านเรื่องที่อยากเล่า
อีกคืนเราเอาแต่กลับไปอ่านข้อความที่คนเรียกเราว่านักเขียน เพราะมันสบายใจกว่าการอยู่กับย่อหน้าที่แก้เท่าไรก็ยังไม่ชอบ
จุดเริ่มต้นคล้ายกัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นต่างกัน และเราไม่จำเป็นต้องตัดสินว่าตัวเองเป็นคนแบบไหนจากคืนใดคืนหนึ่ง

คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า “ทำไมเรายังต้องการคำยืนยันจากคนอื่น” แต่เป็น “เราอยากให้คำยืนยันนั้นช่วยอะไร และมีอะไรที่มันทำแทนเราไม่ได้” การอยากให้ใครสักคนยืนยันว่าความพยายามที่ผ่านมาไม่ได้ไร้ความหมาย ไม่ได้ขัดกับการรู้ว่าเรายังต้องกลับไปเขียนประโยคถัดไปด้วยตัวเอง

เราไม่จำเป็นต้องละความต้องการคนอื่น เพื่อพิสูจน์ว่ายอมรับตัวเองเป็นแล้ว และไม่จำเป็นต้องปฏิเสธคำชม เพื่อรับรองว่าความฝันของเราจริงจังพอ

.

กลับมาที่ชื่อที่เรายังเรียกตัวเองไม่เต็มปาก
เรากำลังรอหลักฐานแบบไหนอยู่ รอให้ทำได้ดีขึ้นอีกนิด รอให้มีใครยอมรับ หรือรอวันที่จะไม่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับตัวเองเหลืออยู่เลย

วันนี้ยังไม่มีคำตอบก็ได้ ไม่จำเป็นต้องคิดให้ตกภายในคืนนี้ ต่อให้ยังเรียกตัวเองด้วยชื่อนั้นได้ไม่เต็มเสียง เราก็เริ่มนับสิ่งที่ทำมาแล้วให้ตัวเองได้ โดยไม่ลบมันทิ้งทุกครั้งที่เจอสิ่งที่ยังทำไม่ได้ และเมื่อมีคนเรียกเราด้วยชื่อนั้น เราก็มีสิทธิ์ดีใจ โดยไม่ต้องรีบสงสัยว่าความสุขครั้งนี้เป็นกับดักอีกหรือเปล่า

ลองนึกถึงชื่อเรียกสักคำที่เราอยากได้ยินจากใครสักคน แต่ยังพูดกับตัวเองไม่เต็มปาก ชื่อนั้นคืออะไรคะ

เรื่องไม่ได้จบลงตรงที่มีคนมองเห็นเรา ยังมีเรื่องของสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น เขาถามอะไร เรากล้าบอกอะไร และบทสนทนานั้นช่วยให้เราเดินต่ออย่างไร เรื่องการมีคนฟังยังมีอีกด้านที่ต้องเล่า พรุ่งนี้มาต่อกันค่ะ

Related Posts