เราหัวเราะตาม ทั้งที่รู้สึกไม่ค่อยดีนัก
ที่ทำให้เรื่องนี้ยากคือ เขาดีกับเราจริงๆ เขาเคยอยู่ข้างเราในวันที่ลำบาก เคยช่วยโดยเราไม่ต้องเอ่ยปากขอ และเราก็ยังอยากมีเขาอยู่ในชีวิต แต่ความอึดอัดบนโต๊ะอาหารก็เป็นเรื่องจริงเหมือนกันค่ะ
จะบอกว่าเขาเป็นเพื่อนที่ดี ก็เหมือนต้องมองข้ามคำพูดที่ทำให้เจ็บ จะบอกว่าเขาเป็นเพื่อนที่แย่ ก็รู้สึกไม่ยุติธรรมกับเรื่องดีๆ ที่เคยมีร่วมกัน
บางทีเราอาจไม่ได้อ่านคนไม่ออก แค่คำว่า “ดี” กับ “แย่” ยังอธิบายคนคนนี้ได้ไม่หมด
.
ในงานจิตวิทยามีแนวคิดที่เรียกว่า social ambivalence หรือความก้ำกึ่งในความสัมพันธ์
หมายถึงการที่คนคนเดียวทำให้เรารู้สึกทั้งดีและไม่ดี
คำว่าก้ำกึ่งตรงนี้ไม่ได้แปลว่าเรายังไม่แน่ใจว่ารู้สึกอย่างไร บางครั้งเรารู้ชัดมากว่าเขาสำคัญ และก็รู้ชัดพอกันว่าเขาทำให้เจ็บ
แนวคิดนี้มองว่าความรู้สึกบวกกับลบเกิดขึ้นพร้อมกันได้ ไม่จำเป็นต้องเลือกว่าจริงๆ แล้วเรารู้สึกอย่างไหนกันแน่
ความสัมพันธ์ไม่ได้ทำบัญชีแบบเอาความดีหักความเจ็บ แล้วเหลือยอดสุทธิเป็น “ก็โอเคอยู่นะ”
เราซาบซึ้งที่แม่ช่วยดูแลลูกให้ และเสียใจกับการถูกวิจารณ์วิธีเลี้ยงลูกได้พร้อมกัน
เราเคารพหัวหน้าที่ให้โอกาส และเหนื่อยกับการที่เขาทำให้รู้สึกว่าเรายังดีไม่พอได้พร้อมกัน
การรู้สึกอย่างหนึ่งไม่ได้ทำให้อีกอย่างเป็นเรื่องไม่จริง
เรื่องนี้น่าสนใจขึ้นเมื่อมีคนลองวัดว่า ร่างกายตอบสนองต่อความสัมพันธ์แบบนี้อย่างไร งานวิจัยปี 2003 ให้อาสาสมัครสุขภาพดี 102 คนใส่เครื่องวัดความดันแบบพกพาติดตัวสามวัน โดยวัดระหว่างการพูดคุยในชีวิตประจำวัน และให้บันทึกข้อมูลเกี่ยวกับคู่สนทนา รวมถึงว่าปกติรู้สึกดีและไม่ดีกับคนคนนั้นแค่ไหน
ผลวิเคราะห์พบว่า ในข้อมูลชุดนี้ความดันตัวบนสูงที่สุดตอนคุยกับคนที่เจ้าตัวรู้สึกทั้งบวกและลบมาก สูงกว่าตอนคุยกับคนที่รู้สึกลบชัดเจนเสียอีก งานนี้จึงมีทั้งข้อมูลจากความรู้สึกของผู้ร่วมวิจัยและตัวเลขที่วัดจากร่างกาย ไม่ได้ถามเพียงว่า “รู้สึกเครียดไหม”
ฟังแล้วอาจอยากสรุปว่า “เพื่อนก้ำกึ่งอันตรายกว่าศัตรู” แต่ยังพูดไกลขนาดนั้นไม่ได้ค่ะ
ความดันที่สูงกว่าระหว่างการพูดคุย ไม่ใช่หลักฐานว่าคนคนนั้นจะทำให้เราเป็นโรคหัวใจ
และงานที่เปรียบเทียบความสัมพันธ์ก้ำกึ่งกับความสัมพันธ์แบบลบชัดเจนโดยตรงก็ยังมีไม่มาก
สิ่งที่งานเหล่านี้ช่วยให้เห็นคือ คนที่มีด้านดีอยู่มากก็ยังทำให้เราเครียดได้ ความดีไม่ได้ลบผลของด้านที่ทำให้ไม่สบายใจไปทั้งหมด
.
คำอธิบายหนึ่งที่นักวิจัยเสนอคือ เราอาจไม่รู้ว่าจะเจออะไรจากคนคนนี้…
กับคนที่เราไม่ได้หวังความเข้าใจอยู่แล้ว เราอาจเลือกไม่เล่าเรื่องส่วนตัวหรือเตรียมวิธีรับมือไว้ แต่กับคนที่เคยทั้งปลอบและทำให้เจ็บ เราอาจต้องคอยดูสีหน้า ฟังน้ำเสียง แล้วคิดว่าจะเล่าต่อดีไหม
คนที่เราอยากไปหาเพื่อพักใจ จึงอาจเป็นคนเดียวกับที่เรายังต้องระวังตัวเวลาอยู่ด้วย
อีกคำอธิบายหนึ่งเรียบง่ายกว่านั้น… ต่อให้รู้ล่วงหน้าว่าเพื่อนจะแซะเรื่องรูปร่าง คำพูดนั้นก็อาจยังเจ็บ เพราะเรายังแคร์คนพูดอยู่
นักวิจัยเสนอว่า ความรู้สึกดีที่เรามีต่อใครบางคนอาจทำให้คำพูดแย่ๆ ของเขามีน้ำหนักมากขึ้น แทนที่จะช่วยให้เราไม่รู้สึกอะไร
กับเพื่อนบนโต๊ะอาหาร เราอาจไม่ได้ต้องการแค่ให้เขาหยุดล้อ แต่อยากให้คนที่เรารักยินดีกับเราได้ โดยไม่ต้องพูดให้เรารู้สึกแย่ตามมาด้วย
ทั้งสองอย่างนี้ยังเป็นคำอธิบายที่เสนอไว้ งานวัดความดันชิ้นนั้นไม่ได้พิสูจน์เบ็ดเสร็จว่าผลที่พบเกิดจากสาเหตุไหน และคำว่า “ก้ำกึ่ง” ในแบบวัดก็ครอบคลุมความสัมพันธ์ที่ทำให้ไม่สบายใจเพียงเล็กน้อยได้ด้วย
จึงไม่ควรใช้คำนี้เหมารวมว่า การไม่ลงรอยกันบ้างกับการทำร้ายกันซ้ำๆ เป็นเรื่องเดียวกัน หรือใช้ตัดสินทันทีว่าใครเป็นคนที่ควรเลิกคบ
.
สิ่งที่น่าเก็บกลับมาจากงานเหล่านี้ก็ไม่น่าใช่รายชื่อคนที่ต้องตัดออกจากชีวิต แต่เป็นการยอมรับว่า “เขาเคยช่วยเรามาก” และ “เรื่องนี้เขาทำให้เราเจ็บ” เป็นความจริงพร้อมกันได้
เราขอบคุณสิ่งดีๆ ที่เขาทำให้ โดยไม่ต้องยอมรับทุกอย่างที่ทำให้เสียใจ และความไม่สบายใจของเราก็ไม่จำเป็นต้องมีผลตรวจสุขภาพมารับรองก่อน ถึงจะสำคัญพอให้พูดถึง
แน่นอนว่าการเว้นระยะไม่ได้ง่ายเท่ากันทุกคนหรอกค่ะ อีกฝ่ายอาจเป็นคนในบ้าน เป็นผู้ดูแล หรือเป็นหัวหน้าที่เรายังต้องทำงานด้วย คำแนะนำว่า “ก็เลิกคบสิ” คงช่วยอะไรไม่ได้มากในชีวิตที่มีค่าเช่าบ้าน ลูกเล็ก และคนที่ต้องดูแลอยู่จริงๆ
แต่เราไม่จำเป็นต้องเลือกแค่ทนทุกอย่างหรือตัดขาดเสมอไป ในความสัมพันธ์ที่ยังพูดคุยกันได้ เราลองบอกว่าเรื่องไหนไม่อยากให้ล้อ หรือเลือกว่าจะขอความช่วยเหลือเรื่องไหนจากใคร
เพื่อนบางคนช่วยแก้ปัญหาเรื่องงานได้ดี แต่ไม่ใช่คนที่เราอยากเล่าเรื่องที่กำลังเสียใจให้ฟัง การยอมรับข้อจำกัดนี้ไม่ได้แปลว่ามิตรภาพไม่มีค่า แค่เราไม่ต้องคาดหวังทุกอย่างจากคนคนเดียว
.
กลับมาที่โต๊ะอาหาร ประโยคที่เราอยากพูดบางทีมันก็เรียบง่ายแค่ว่า “เราดีใจนะที่เธอเลี้ยงข้าวฉลองให้ แต่เราไม่โอเคกับการล้อเรื่องรูปร่าง” มันไม่ได้ลบสิ่งดีๆ ที่เพื่อนทำให้ และไม่ได้เรียกร้องให้เขาสมบูรณ์แบบ มันแค่บอกให้เขารู้ว่า มีบางอย่างที่เราไม่อยากหัวเราะกลบอีกแล้ว
เราไม่จำเป็นต้องเกลียดใครให้หมดใจก่อน จึงจะมีสิทธิ์ปกป้องตัวเองจากส่วนที่ทำให้เจ็บค่ะ