ทำไมบางคนแก้ปัญหาชีวิตคนอื่นเก่งกว่าชีวิตตัวเอง Solomon’s Paradox และเหตุผลที่บางครั้งเราต้องถอยออกจากชีวิตตัวเอง ถึงจะมองมันเห็นชัดขึ้น

เพื่อนที่ให้คำปรึกษาเรื่องความรักได้เฉียบคมที่สุดในกลุ่ม หลายครั้งเป็นคนเดียวกับที่ชีวิตรักของตัวเองยุ่งเหยิงที่สุดนะคะ

เพื่อนคนนั้นมองออกทันทีว่าคนที่เรากำลังคุยด้วยแค่เหงา มองออกว่าความสัมพันธ์นี้ไปต่อยาก รู้ด้วยว่าเราควรพูดกับอีกฝ่ายแบบไหน แต่พอเป็นเรื่องของตัวเอง กลับเดินเข้าวงจรเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก

คนรอบตัวอาจแซวว่าพูดเก่งแต่ทำไม่ได้ เป็นโค้ชที่ไม่เก่งตอนลงสนาม เจ้าตัวเองก็อาจแอบคิดแบบนั้นอยู่เงียบๆ

เรื่องที่ (น่าจะ) สนุก ก็คือ อาการนี้มีอยู่ในตัวเราทุกคน และมันมีชื่อเรียกอีกเช่นเคยค่ะ
.

Igor Grossmann นักจิตวิทยาจาก University of Waterloo และ Ethan Kross นักจิตวิทยาจาก University of Michigan เรียกมันว่า Solomon’s Paradox ตามชื่อกษัตริย์โซโลมอน ผู้มีชื่อเสียงด้านสติปัญญาจนผู้คนเดินทางมาขอคำปรึกษา แต่กลับตัดสินใจเรื่องสำคัญในชีวิตตัวเองพลาด จนมีส่วนทำให้อาณาจักรเสื่อมลง

ในปี 2014 ทั้งคู่ทำการทดลองสามครั้งกับคนรวมเกือบ 700 คน กลุ่มหนึ่งให้จินตนาการว่าแฟนของตัวเองนอกใจ อีกกลุ่มให้จินตนาการว่าแฟนของเพื่อนสนิทนอกใจเพื่อน แล้วให้คิดต่อว่าเรื่องนี้จะไปทางไหน

คนที่คิดเรื่องของเพื่อนคิดได้ฉลาดกว่าอย่างเห็นได้ชัด

ความฉลาดในงานนี้มีหน้าตาเฉพาะของมัน คือมันไม่ใช่การตอบถูกหรือรู้ว่าใครควรเลิกกับใคร แต่คือการยอมรับว่าตัวเองยังรู้ไม่ครบ นึกถึงมุมของอีกฝ่าย มองหาจุดประนีประนอม และมองเห็นว่าเรื่องหนึ่งเรื่องอาจจบได้หลายแบบ

แต่พอเป็นเรื่องของตัวเอง โลกทั้งใบเหมือนหดเหลือทางเดียว
เขาผิด ฉันเจ็บ จบ

ส่วนที่น่าสนใจที่สุดอยู่ในการทดลองครั้งที่สาม ทีมวิจัยเอาคนวัย 20–40 ปี มาเทียบกับคนวัย 60–80 ปี เราอาจคาดว่าคนที่ผ่านความรัก ความผิดหวัง และความขัดแย้งมาหลายสิบปี น่าจะมองปัญหาของตัวเองได้รอบคอบกว่า

ผลออกมาว่าแทบไม่ต่างกัน

อายุที่มากขึ้นไม่ได้ทำให้ช่องว่างนี้หายไป ต่อให้ผ่านเรื่องราวมามากแค่ไหน พอเรื่องนั้นกลายเป็นเรื่องของเราเอง เราก็ยังติดอยู่กับระยะใกล้แบบเดิมได้

ดูเหมือนปัญหาจึงไม่ใช่ว่าเราไม่มีบทเรียนจากอดีต แต่มันอาจเป็นเพราะตอนกำลังยืนอยู่กลางเหตุการณ์ เราเข้าถึงบทเรียนเหล่านั้นได้ไม่เหมือนตอนยืนมองจากข้างนอก

และนั่นอาจอธิบายได้ว่า ทำไมเพื่อนที่รักพังมาหลายครั้งถึงยังให้คำปรึกษาเราได้แม่นยำ บทเรียนทุกบทยังอยู่ครบ เพียงแต่ระยะห่างทำให้มองเห็นมันง่ายกว่า
ความเจ็บในอดีตกลายเป็นแผนที่ที่ใช้นำทางคนอื่นได้ ส่วนตัวเองยังยืนหลงอยู่กลางป่า
.

ถ้ามองแบบนี้ ความฉลาดอาจติดอยู่กับระยะห่าง มากกว่าติดอยู่กับตัวคน

เวลาเราฟังเรื่องของเพื่อน ใจยังมีพื้นที่ให้หายใจ ความโกรธ ความกลัว ความอับอาย และสิ่งที่เราอยากให้มันเป็น ยังไม่ได้เข้ามายึดทุกมุม เราจึงมองเห็นภาพกว้าง เห็นความเป็นไปได้หลายทาง และยอมรับได้ง่ายกว่าว่ายังมีบางอย่างที่เราไม่รู้

แต่เวลาเป็นเรื่องของเราเอง ทุกอย่างอยู่ใกล้กว่ามาก ความเจ็บอยู่ตรงหน้า ความกลัวมีเดิมพัน และความหวังก็มีส่วนได้ส่วนเสีย มุมมองจึงหดแคบลงได้ง่าย จนบางครั้งเราเห็นเพียงสิ่งที่กำลังเจ็บอยู่ตรงหน้า

คนที่ปลอบคนอื่นเก่งแต่จัดการชีวิตตัวเองไม่ได้ จึงไม่ได้ย้อนแย้งอย่างที่เราคิดนะคะ เขาแค่ทำให้เราเห็นกลไกธรรมดาของมนุษย์ชัดกว่าคนอื่น
.

ข่าวดีคือ ระยะห่างแบบนี้สร้างขึ้นเองได้

ในการทดลองเดียวกัน ทีมวิจัยให้คนอีกกลุ่มถอยออกมามองปัญหาของตัวเองราวกับเป็นผู้สังเกตการณ์ที่ยืนอยู่ข้างนอก เมื่อระยะห่างเพิ่มขึ้น ช่องว่างระหว่างความฉลาดที่เราใช้กับเรื่องของคนอื่นและเรื่องของตัวเองก็ลดลงอย่างมาก

วิธีสร้างระยะห่างมีหลายแบบ หนึ่งในวิธีที่งานวิจัยสายเดียวกันศึกษาคือการเปลี่ยนภาษาที่เราใช้คุยกับตัวเอง แทนที่จะคิดว่า “ทำไมฉันถึงรู้สึกแบบนี้” ลองใช้ชื่อตัวเองแล้วถามว่า “ทำไมต่ายถึงรู้สึกแบบนี้”

มันฟังดูเหมือนเทคนิคประหลาดที่นักจิตวิทยาคิดขึ้นมาเล่นๆ แต่การเปลี่ยนสรรพนามเล็กน้อยทำให้ตำแหน่งที่เรายืนมองเรื่องนั้นเปลี่ยนไปด้วย

ปี 2021 Grossmann และทีมพาแนวคิดนี้ออกจากสถานการณ์สมมติมาใกล้ชีวิตจริงขึ้น พวกเขาให้คนเขียนไดอารีทุกวันนานหนึ่งเดือน โดยสะท้อนเรื่องที่เกิดขึ้นจากมุมมองที่มีระยะห่าง พอครบเดือน คนกลุ่มนี้แสดงการคิดอย่างรอบคอบต่อความขัดแย้งกับคนรอบตัวมากขึ้น โดยเฉพาะการยอมรับว่าตัวเองอาจไม่ได้รู้ทุกอย่าง และการมองจากมุมของอีกฝ่าย

ฟังดูง่ายจนน่าสงสัย และมันก็มีขีดจำกัดของมันจริงๆ แหละ

งานปี 2014 เริ่มจากสถานการณ์สมมติ ส่วนงานปี 2021 ขยับมาใกล้ความขัดแย้งในชีวิตประจำวันมากขึ้น แต่กลุ่มตัวอย่างก็ยังจำกัดอยู่ในบริบทของคนที่ใช้ภาษาอังกฤษในอเมริกาเหนือ และที่สำคัญ การมองเห็นอะไรชัดขึ้นไม่ได้แปลว่าเราจะกล้าทำตามสิ่งที่เห็นเสมอไป

ระยะห่างอาจช่วยให้เราเห็นแผนที่ ส่วนจะเดินไปทางไหน ยังเป็นงานของเราเอง
.

ในชีวิตจริง ระยะห่างเริ่มได้จากเรื่องเล็กมาก

ตอนที่ใจยังร้อน การเล่าเรื่องนั้นกับตัวเองด้วยชื่อของเราอาจเปลี่ยนน้ำเสียงไปทันที จาก “ฉันโดนทิ้ง” กลายเป็น “มายด์กำลังเสียใจกับการเลิกครั้งนี้”

สองประโยคพูดถึงเหตุการณ์เดียวกัน แต่ประโยคหลังเหมือนขยับเก้าอี้ออกมานิดหนึ่ง ความเสียใจยังอยู่ครบ เพียงแต่ตอนนี้เรามองเห็นคนที่กำลังเสียใจด้วย

ถ้ามีเวลาสักห้านาทีก่อนนอน ลองเขียนถึงวันนั้นเหมือนกำลังเขียนเรื่องของคนคนหนึ่งที่บังเอิญมีชื่อเดียวกับเรา วันนี้เขาเจออะไร เขารู้สึกอย่างไร เขากลัวอะไร และมีอะไรบ้างที่ตอนนี้เขายังไม่รู้

หรือมีวิธีที่ง่ายกว่านั้นอีก

ลองถามตัวเองว่า ถ้าเพื่อนสนิทมาเล่าเรื่องเดียวกันนี้ให้ฟัง เราจะตอบเขาว่าอะไร แล้วตั้งใจฟังคำตอบนั้นให้จบ เหมือนมันถูกพูดกับเพื่อนจริงๆ

บางทีเราทุกคนก็มีเวอร์ชันที่ฉลาดที่สุดของตัวเองอยู่แล้ว
เวอร์ชันนั้นโผล่มาทุกครั้งที่เพื่อนโทรมาร้องไห้ มันมองเห็นสิ่งที่คนยืนกลางเรื่องยังมองไม่เห็น รู้ว่าอะไรควรรอ อะไรควรพูด และอะไรที่ตอนนี้ยังเร็วเกินไปจะตัดสิน

ปัญหาคือพอถึงตาของเราเอง เวอร์ชันนั้นมักยืนอยู่ใกล้เกินไป
.

บางครั้งสิ่งที่เราต้องการจึงไม่ใช่คำแนะนำที่ดีกว่าเดิม แค่ต้องถอยออกไปไกลพอที่จะได้ยินคำแนะนำที่ตัวเองมีอยู่แล้ว

ถ้าเราเคยเป็นเพื่อนที่ฉลาดให้คนอื่นมาตลอด ก็น่าจะลองเป็นเพื่อนคนนั้นให้ตัวเองดูบ้างค่ะ

Related Posts