รักแม่ที่สุดในโลกที่จริงประมาณ 60% ว่าด้วยความรู้สึกสองด้านในความสัมพันธ์แม่ลูก เมื่อความรัก ความเหนื่อย ความกตัญญู และขอบเขตอยู่ในใจเดียวกัน

คืนวันที่ 11 สิงหาคมปีก่อนที่ผ่านๆ มา บางคนหรือหลายคนเปิดรูปแม่ค้างไว้ในหน้าสร้างโพสต์อยู่นาน รูปพร้อม ดอกมะลิพร้อม ประโยค “รักแม่ที่สุดในโลก” ก็พิมพ์เสร็จแล้ว เหลือแค่นิ้วที่ยังไม่ยอมกดโพสต์

ก็ไม่ใช่เพราะประโยคนั้นเป็นสิ่งโกหกซะทีเดียว มันแค่จริงไม่หมด
บางทีมันอาจจะจริงประมาณหกสิบเปอร์เซ็นต์ อีกสี่สิบเปอร์เซ็นต์เป็นความรักที่ปนความเหนื่อย ความขอบคุณที่ยืนอยู่ข้างความคับข้องใจ และบทสนทนาบางเรื่องที่ผ่านมาหลายปีแล้วก็ยังวางไม่ลง
วันแม่ไม่ค่อยมีพื้นที่ให้ความจริงหกสิบเปอร์เซ็นต์นัก

พอเช้าวันที่ 12 มาถึง ฟีดจะเปลี่ยนไป มีรูปเก่าที่สแกนมาจากอัลบั้ม มีเรื่องเล่าว่าแม่เสียสละแค่ไหน และมีแคปชั่นที่เรียบสะอาดจนความสัมพันธ์จริงของคนส่วนใหญ่ดูยุ่งเหยิงเกินกว่าจะวางไว้ข้างกัน

ภาษาสาธารณะที่เรามีสำหรับความสัมพันธ์กับพ่อแม่ มักเหลืออยู่ไม่กี่ช่อง สนิทหรือห่าง อบอุ่นหรือแตกร้าว ดีหรือแย่
แต่ชีวิตครอบครัวจริงไม่ได้เรียบร้อยขนาดนั้นค่ะ

.

เรารักใครสักคนและไม่อยากรับโทรศัพท์เขาในบางวันได้ เราขอบคุณสิ่งที่พ่อแม่ทำให้ พร้อมกับเสียใจกับบางอย่างที่พวกเขาไม่เคยทำให้ได้ เราคิดถึงบ้าน แต่พอนึกว่าจะต้องกลับไปจริง ๆ ร่างกายก็เกร็งขึ้นมาเอง

เมื่อช่องที่มีไม่พอใส่ความรู้สึก เรามักสรุปว่าคนที่มีปัญหาคือเรา

นักสังคมวิทยาเคยติดอยู่กับปัญหาเดียวกัน แต่ในรูปของแบบสอบถาม
ปี 1998 Kurt Lüscher และ Karl Pillemer เสนอแนวคิดที่เรียกว่า intergenerational ambivalence หรือความรู้สึกสองด้านระหว่างคนต่างรุ่น ในบทความว่าด้วยความสัมพันธ์ของพ่อแม่กับลูกที่โตแล้ว

ชื่อฟังเหมือนศัพท์ที่ควรอยู่หลังประตูห้องสัมมนา แต่ใจความของมันตรงไปตรงมามาก มนุษย์สามารถถือความรู้สึกสองขั้วไว้พร้อมกันได้ โดยที่ขั้วหนึ่งไม่จำเป็นต้องลบอีกขั้วหนึ่งทิ้ง

มันไม่ใช่ครึ่งรักครึ่งไม่รักด้วยนะคะ มันอาจเป็นทั้งผูกพันและอึดอัด ทั้งอยากเข้าใกล้และอยากมีระยะห่างในความสัมพันธ์เดียวกัน
ปัญหาคือเครื่องมือศึกษาความสัมพันธ์ในเวลานั้นมักวางทุกอย่างไว้บนไม้บรรทัดเส้นเดียว ปลายข้างหนึ่งคือใกล้ชิด อีกข้างคือขัดแย้ง ราวกับยิ่งรักมากก็ต้องยิ่งหงุดหงิดน้อยลง

แบบวัดสองขั้วเช่นนี้บังคับให้คนตอบเฉลี่ยชีวิตตัวเองออกมา ทั้งที่ความสัมพันธ์จริงอาจมีคะแนนความรักและคะแนนความขัดใจสูงพร้อมกันได้ งานของ Lüscher และ Pillemer จึงไม่ได้เพียงตั้งชื่อให้ความรู้สึกชนิดหนึ่ง แต่กำลังบอกว่า บางครั้งสิ่งที่อธิบายมนุษย์ไม่ได้อาจไม่ใช่มนุษย์ที่ผิด แต่อาจเป็นไม้บรรทัดที่สั้นเกินไป

ความรู้สึกสองด้านแบบนี้ไม่ได้เกิดจากนิสัยของใครคนหนึ่งล้วน ๆ แต่งอกขึ้นจากโครงสร้างของความสัมพันธ์ด้วย

เราเกิดเข้ามาในเรื่องที่เริ่มไปก่อนแล้ว ไม่ได้เลือกสมาชิก ไม่ได้เลือกประวัติครอบครัว และในช่วงแรกของชีวิตก็ยังต้องพึ่งพาพวกเขาแทบทุกอย่าง พอโตขึ้น สังคมบอกให้เราเป็นตัวของตัวเอง ขณะที่บทของลูกยังเรียกร้องให้เราใกล้ชิด เชื่อฟัง และพร้อมตอบแทน

เราจึงอยากตัดสินใจเรื่องชีวิตเอง โดยไม่อยากทำร้ายคนที่เลี้ยงเรามา อยากดูแลพวกเขา แต่ไม่อยากให้การดูแลกลายเป็นสิทธิ์ในการควบคุม อยากได้รับการยอมรับในฐานะผู้ใหญ่ ขณะเดียวกันก็ยังอยากกลับไปเป็นเด็กที่ได้รับการปลอบโดยไม่ต้องอธิบายอะไร

ความต้องการเหล่านี้ไม่ได้เลวร้ายสักข้อ แต่มันดึงเราไปคนละทิศ
.

Lüscher และ Pillemer มองว่าความสัมพันธ์ระหว่างรุ่นมีทั้งมิติส่วนบุคคลและมิติทางสังคม กฎเกณฑ์เรื่องหน้าที่ ความเป็นอิสระ และความรับผิดชอบสามารถสร้างความขัดแย้งขึ้นภายในคนคนเดียวได้ ความรู้สึกสองด้านจึงไม่จำเป็นต้องเป็นหลักฐานว่าเราเป็นลูกไม่ดีเสมอไป บางครั้งมันเป็นปฏิกิริยาที่สมเหตุสมผลต่อความสัมพันธ์ที่มีแรงดึงหลายชุดอยู่ในนั้นตั้งแต่แรก

แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกความเจ็บปวดจะอธิบายได้ด้วยคำว่า “ซับซ้อน” บางบ้านมีการทอดทิ้ง การควบคุม หรือการทำร้ายที่เกิดขึ้นจริง และการเรียกทุกอย่างว่าความรักหลายด้านอาจกลายเป็นการลดทอนสิ่งที่คนคนหนึ่งต้องเผชิญ

แต่แนวคิดนี้ช่วยให้เราเห็นว่า ต่อให้เป็นครอบครัวที่มีความรักจริง ความรักก็ไม่ได้ทำให้แรงเสียดทานหายไปโดยอัตโนมัติ

ในบ้านเรายังมีอีกชั้นหนึ่งซ้อนอยู่

คำว่า “กตัญญู” ในการใช้งานจริงมักถูกใช้ครอบทั้งการรู้คุณ การตอบแทน และการเชื่อฟังเอาไว้ด้วยกัน พอสามอย่างนี้ถูกมัดแน่น ประโยคอย่าง “หนูขอบคุณแม่มากจริง ๆ แต่เรื่องนี้หนูเห็นต่าง” จึงฟังเหมือนขัดกันเอง
ทั้งที่มันอยู่ด้วยกันได้สบายๆ

ความขอบคุณไม่ได้รับรองว่าทุกสิ่งที่อีกฝ่ายทำจะถูกต้อง และการเห็นต่างก็ไม่ได้ย้อนกลับไปลบสิ่งดี ๆ ที่เราเคยได้รับ การตั้งขอบเขตไม่จำเป็นต้องแปลว่าไม่รัก เช่นเดียวกับการรักก็ไม่ควรทำให้เราหมดสิทธิ์มีขอบเขต

.

แต่บทของลูกที่ดีกลับมีประโยคสำเร็จรูปวางไว้ให้แล้ว ส่วนความรู้สึกที่หลุดออกนอกบทมักไม่มีที่ให้พูด เราจึงเก็บมันไว้เงียบ ๆ แล้วตัดสินตัวเองว่าเป็นลูกที่แย่

จากนั้นก็รู้สึกผิดกับสิ่งที่ตัวเองรู้สึกอีกรอบหนึ่ง เหนื่อยสองชั้น ทั้งที่ความรู้สึกเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว

ความเงียบเรื่องครอบครัวมีขนาดใหญ่กว่าที่ฟีดทำให้เราเห็นมาก

ในการสำรวจระดับชาติของสหรัฐฯ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 1,300 คน Pillemer พบว่า 27% ของผู้ใหญ่อเมริกันกำลังตัดขาดการติดต่อกับสมาชิกครอบครัวคนหนึ่ง เมื่อนำไปประมาณกับประชากรในเวลานั้นคิดเป็นอย่างน้อยราว 67 ล้านคน ส่วนประมาณ 10% ตัดขาดจากพ่อแม่หรือลูกของตัวเอง

เขาเรียกความบาดหมางในครอบครัวว่าเป็นปัญหาที่ “ซ่อนอยู่กลางที่แจ้ง” เพราะมันแพร่หลาย แต่คนที่อยู่ในนั้นมักรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นกรณีประหลาดเพียงคนเดียว

ตัวเลขนี้ไม่ใช่หลักฐานว่าความรู้สึกสองด้านทุกแบบจะลงเอยด้วยการตัดขาด และไม่ใช่ตัวเลขที่ใช้แทนสังคมไทยได้ตรง ๆ

แต่มันช่วยเปิดไฟให้เห็นว่า ความอึดอัดในครอบครัวไม่ได้หายไปเพียงเพราะไม่มีใครโพสต์ถึงมัน มีคนจำนวนมหาศาลนั่งอยู่ในห้องเดียวกัน โดยที่แต่ละคนต่างคิดว่าตัวเองนั่งอยู่ลำพัง

ส่วนที่มักถูกลืมคือ ความรู้สึกสองด้านวิ่งสวนกลับมาจากอีกฝั่งด้วย

งานวิจัยภายหลังพบว่าทั้งพ่อแม่และลูกที่โตแล้วต่างรายงานความรู้สึกก้ำกึ่งในความสัมพันธ์ได้ พ่อแม่อาจภูมิใจในตัวลูกและผิดหวังกับบางการตัดสินใจของลูก ห่วงใยและเหนื่อย อยากให้ลูกเป็นอิสระและยังอยากให้ลูกต้องการตัวเองอยู่ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในคนคนเดียวกันได้

แม่ที่โพสต์รูปเราพร้อมแคปชั่นยาวเหยียด อาจเป็นคนเดียวกับที่บางคืนนอนคิดว่าเลี้ยงเรามาถูกทางหรือเปล่า

ลูกที่โทรไปพูดว่า “รักแม่นะ” อาจเป็นคนเดียวกับที่ต้องนั่งเงียบอยู่หลายนาทีก่อนกดโทร
ความสัมพันธ์นี้จึงมีคนสองคนที่ต่างก็รัก ต่างก็เหนื่อย และต่างก็เชื่อว่าอีกฝ่ายคงไม่ได้รู้สึกเหมือนกัน

โต๊ะกินข้าวตัวเดียวกันเก็บความทรงจำไว้สองชุดเสมอ เรื่องเดียวกันในบ้านเดียวกันอาจมีอยู่สองเวอร์ชัน และทั้งสองเวอร์ชันก็จริงสำหรับคนที่จำมันไว้
สิ่งที่พอทำได้เมื่อวันที่ 12 สิงหาคมมาถึง ไม่ใช่การบังคับให้ความรู้สึกทั้งหมดลงรอยกันหรอกค่ะ มันการคือแยกการกระทำออกจากความรู้สึก แล้วปล่อยให้สองอย่างนี้อยู่คนละชั้น

.

ไม่ใช่เพื่อแกล้งทำว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่เพื่อเลิกตั้งเงื่อนไขว่าเราต้องรู้สึกใสสะอาดเสียก่อน จึงจะได้รับอนุญาตให้ทำอะไรสักอย่าง

สำหรับบางคน การกระทำนั้นอาจเป็นการโทรหาแม่ห้านาที ส่งข้อความสั้น ๆ หรือซื้อของที่แม่ชอบไปวางไว้ให้แล้วกลับก่อนบทสนทนาจะเริ่มหนักเกินกำลัง
สำหรับบางคนที่การติดต่อยังทำร้าย การรักษาระยะห่างอาจเป็นขอบเขตที่จำเป็น ไม่มีการกระทำหนึ่งแบบที่พิสูจน์ความรักของทุกคนได้เหมือนกัน เพราะต้นทุนของคำว่า “กลับบ้าน” ในแต่ละชีวิตไม่เท่ากัน

การโทรหาแม่ห้านาทีในวันที่ข้างในยังยุ่งเหยิง ก็ยังนับเป็นการโทรหาแม่ห้านาทีอยู่ดี และถ้าปีนี้ทำได้แค่เท่านั้น เท่านั้นก็พอแล้วสำหรับปีนี้

อีกอย่างที่ควรระวังคือการรีบแปลงความรู้สึกสองด้านให้กลายเป็นคำตัดสิน
การรักและเหนื่อยพร้อมกันไม่ได้ออกคำสั่งว่าเราต้องคืนดีเดี๋ยวนี้ และไม่ได้สั่งว่าเราต้องตัดขาดทันที ความรู้สึกเป็นข้อมูล ไม่ใช่คำสั่ง มันบอกว่ามีแรงมากกว่าหนึ่งชุดกำลังทำงานอยู่ แต่ไม่ได้เลือกคำตอบแทนเรา

บางความสัมพันธ์อาจอยู่ในสภาพก้ำกึ่งเช่นนี้ได้นาน โดยมีระยะห่าง มีขอบเขต และมีรูปแบบการดูแลเท่าที่ทำได้ โดยไม่ต้องแปลงร่างเป็นคำตอบสุดท้ายภายในเดือนสิงหาคม
.

ในภาพจำของวันแม่ ดอกมะลิขาวจนแทบไม่มีพื้นที่ให้สีอื่น

แต่ความรักที่ผ่านเวลามาสามสิบสี่สิบปี ผ่านประโยคที่เผลอพูดตอนเหนื่อย ผ่านความคาดหวังที่ไม่มีใครทำให้กันได้ ผ่านความหวังดีที่บางครั้งออกมาในรูปของการควบคุม ย่อมมีสีอื่นปนอยู่เสมอ

สีอื่นไม่ได้ทำให้ความรักปลอม มันเพียงทำให้ความรักนั้นมีประวัติ

ปีนี้เราอาจไม่ต้องทำให้ข้างในขาวสะอาดเหมือนดอกมะลิหรือให้ตรงกับแคปชั่น แค่เลือกการกระทำหนึ่งอย่างที่ไม่ทรยศทั้งความรักและขอบเขตของตัวเอง

เท่านั้นก็พอแล้วสำหรับปีนี้

Related Posts