ทำความรู้จัก Inner Critic ทำไมเราชอบด่าตัวเอง และเสียงนี้มาจากใคร

เสียงในหัวมาทันทีที่เราทำแก้วหล่นแตก 1 ใบ.... “ซุ่มซ่ามจริง ๆ” “แค่นี้ก็ทำดีไม่ได้”

เป็นประโยคที่เราคงลังเลมาก หากต้องพูดกับเพื่อนสักคน แต่กับตัวเอง เรากลับพูดได้ทุกวัน โดยอัตโนมัติ และไม่มีใครต้องสั่ง
แน่นอนว่ามันมีความซับซ้อนอยู่ในนั้นค่ะ ถ้าใครมักเป็นแบบนี้ วันนี้อยากลองหยุดฟังเสียงนั้นดี ๆ สักครั้ง

มันมีรูปประโยค มีน้ำเสียง มีจังหวะการพูด เหมือนใครบางคนกำลังยืนพูดอยู่ในหัวเรา

คำถามที่น่าสนใจกว่า “ทำไมเราชอบด่าตัวเอง” จึงอาจเป็นคำถามที่ว่า เราเรียนรู้วิธีพูดกับตัวเองแบบนี้มาจากไหน

.

Lev Vygotsky นักจิตวิทยาชาวโซเวียต เสนอไว้ตั้งแต่ทศวรรษ 1930 ว่า คำพูดในใจส่วนหนึ่งพัฒนามาจากบทสนทนาที่เราเคยมีกับคนอื่น

เด็กเรียนรู้การกำกับตัวเองผ่านการพูดคุยกับผู้ใหญ่ ก่อนจะเริ่มพูดกับตัวเองออกมาเป็นเสียง และค่อย ๆ เปลี่ยนคำพูดเหล่านั้นให้กลายเป็นภาษาภายใน
เพราะฉะนั้น วิธีที่เราพูดกับตัวเองในวันนี้ จึงอาจมีร่องรอยของวิธีที่คนรอบตัวเคยพูดกับเรา แม้มันจะไม่ได้เป็นสำเนาของเสียงเหล่านั้นทั้งหมดก็ตาม

.

ในจิตบำบัดบางแนว โดยเฉพาะ Gestalt มีคำว่า introjection ใช้อธิบายการรับเอาความเชื่อ กฎ และคำตัดสินจากภายนอกเข้ามา โดยยังไม่ทันพิจารณาว่ามันเหมาะกับเราหรือไม่

Fritz Perls ผู้ร่วมพัฒนา Gestalt therapy เปรียบกระบวนการนี้เหมือนการ “กลืนทั้งก้อนโดยไม่ได้เคี้ยว”
คำตำหนิ ความคาดหวัง และกฎว่าคนที่ดีควรเป็นอย่างไร ถูกกลืนเข้ามาในวัยที่เรายังเลือกเองไม่ได้ว่าจะรับอะไรไว้ และจะคายอะไรทิ้ง

เมื่อเวลาผ่านไป เสียงจากข้างนอกจึงอาจเปลี่ยนเป็นประโยคที่เราพูดกับตัวเอง

“ต้องทำให้ดีกว่านี้”
“ควรเก่งได้แล้ว”
“ทำไมเรื่องแค่นี้ยังพลาด”
“ถ้าเป็นแบบนี้ ใครจะรัก”

เราอาจจำไม่ได้แล้วว่าได้ยินมันครั้งแรกจากใคร เพราะมันถูกพูดซ้ำมานาน จนฟังเหมือนเป็นความคิดของเราเอง

.

เสียงวิจารณ์ในหัวไม่ได้เป็นสำเนาของคนใดคนหนึ่งเสมอไปค่ะ

บางเสียงเกิดจากประสบการณ์หลายช่วงที่ทับซ้อนกัน บางเสียงค่อย ๆ กลายเป็นมาตรฐานที่เราสร้างขึ้นเอง บางเสียงมาจากการเปรียบเทียบกับคนรอบข้าง หรือจากสังคมที่คอยบอกว่าเราต้องมีรูปร่าง หน้าที่การงาน และชีวิตแบบไหนจึงจะมีคุณค่า

หลายเสียงหลอมรวมกันนานเสียจนเราแยกไม่ออกแล้วว่า ประโยคไหนมาจากพ่อแม่ ครู เพื่อนที่เคยล้อ คนรักเก่า หรือสายตาของคนทั้งสังคม
แต่ต่อให้หาต้นทางไม่เจอ น้ำเสียงของมันก็ยังบอกอะไรเราได้เสมอ

มันพูดเพื่อช่วยให้เราแก้ไขสิ่งที่พลาด หรือพูดเพื่อทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองแย่ทั้งตัวตน
สองอย่างนี้ไม่เหมือนกันค่ะ
เราสามารถบอกตัวเองว่า “ครั้งนี้เราพลาด ลองหาวิธีแก้กัน” โดยไม่ต้องตามด้วย “เพราะเราไม่เคยทำอะไรดีสักอย่าง”

การยอมรับความผิดพลาดช่วยให้เราเติบโต แต่การเหยียบย่ำตัวเองไม่ได้ทำให้เราเรียนรู้ดีขึ้นเสมอไป หลายครั้งมันเพียงทำให้เรากลัวการผิดพลาดจนไม่กล้าลองอะไรอีก

.

สำหรับเด็กบางคน การตำหนิตัวเองก่อนที่ผู้ใหญ่จะตำหนิ อาจกลายเป็นวิธีรับมืออย่างหนึ่ง
ถ้าจับผิดตัวเองได้ก่อน อาจรู้สึกว่าควบคุมสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้มากขึ้น ถ้าปรับตัวให้คนถูกใจมากพอ อาจไม่ถูกโกรธ ไม่ถูกทอดทิ้ง หรือยังได้รับความรักต่อไป

เสียงที่ทำร้ายเราในวันนี้ จึงอาจเคยเป็นวิธีปกป้องตัวเองที่ดีที่สุดเท่าที่เด็กคนหนึ่งจะคิดออกในเวลานั้น
ปัญหาคือ เด็กคนนั้นเติบโตขึ้นแล้ว แต่เสียงเดิมยังทำหน้าที่ต่อ เหมือนสัญญาณเตือนภัยที่ดังทุกครั้ง แม้เหตุการณ์ตรงหน้าจะไม่ได้อันตรายเหมือนเมื่อก่อน

.

ครั้งหน้าที่เสียงนั้นดังขึ้น ลองหยุดฟังรูปประโยคของมัน แล้วถามตัวเองเบา ๆ ว่า

“ประโยคนี้ เราเคยได้ยินจากที่ไหน”
“เสียงนี้กำลังพยายามปกป้องเราจากอะไร”
“และวิธีที่มันใช้ ยังจำเป็นกับชีวิตของเราตอนนี้อยู่ไหม”

บางประโยคอาจมีใบหน้าของใครบางคนโผล่ขึ้นมาทันที บางประโยคอาจหาต้นทางเท่าไรก็ไม่เจอ ทั้งสองแบบเป็นข้อมูลเหมือนกันค่ะ
เพราะวินาทีที่เราเห็นว่าเสียงนั้นมีที่มา มันจะเริ่มเปลี่ยนสถานะ จาก “ความจริงเกี่ยวกับตัวเรา” กลายเป็น “สิ่งที่เราเคยเรียนรู้มา”
และสิ่งที่เรียนรู้มา ย่อมตรวจสอบใหม่ได้

เราไม่ต้องไล่เสียงนั้นออกไปทันที เพียงรับรู้ว่าครั้งหนึ่งมันเคยมีหน้าที่ของมัน แต่วันนี้เรามีสิทธิเลือกแล้วว่า จะเชื่อมันทุกคำ หรือจะเรียนรู้วิธีพูดกับตัวเองใหม่

.

เสียงในหัวบางเสียง เป็นแขกที่มาอยู่นานจนเราลืมไปว่าเขาเป็นแขก

เราเริ่มได้ด้วยการลองนึกทบทวนว่า ประโยคที่เราใช้ด่าตัวเองบ่อยที่สุด มีน้ำเสียงใกล้เคียงกับใคร
และถ้าวันนี้เราไม่จำเป็นต้องพูดกับตัวเองด้วยเสียงของคนนั้นอีกแล้ว เราอยากให้เสียงของตัวเองจริง ๆ พูดว่าอะไร
.

ส่วนใครอยากเรียนรู้เรื่อง Inner Critic เพิ่มเติม มีเนื้อหาอยู่ใน เวิร์คช็อป “ทำไมฉันถึงเป็นแบบนี้” – Me & My Inner Self วันที่ 12 กันยายน 2569 นี้นะคะ รายละเอียดดูได้ที่โพสนี้ค่ะ https://www.facebook.com/share/p/19MkLoKMy7/

Related Posts