สิ่งที่เราหนีอาจไม่ใช่ความเศร้า แต่คือความว่างเปล่า สำรวจกลไกจิตใจที่ยอมแลกความเจ็บปวด เพื่อให้รอดพ้นจากช่องโหว่ที่ไม่มีรูปร่าง

คุณเคยสังเกตมือตัวเองตอนยืนรอลิฟต์มั้ยคะ บางคน ลิฟต์ยังไม่ทันมา มือเราก็ล้วงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาปลดล็อกแล้ว ทั้งที่ไม่ได้มีแจ้งเตือน และไม่ได้คิดไว้ก่อนด้วยซ้ำว่าจะเปิดดูอะไร

การรอลิฟต์ใช้เวลาแค่ 20 วินาที แต่ 20 วินาทีที่ไม่มีอะไรทำนั้น… เราทนความ “ว่าง” ของมันไม่ได้
.

พอขยายสเกลความว่างให้ใหญ่ขึ้น เราจะพบว่าจิตใจคนเราใช้แพตเทิร์นเดียวกันนี้เป๊ะเลยค่ะ

เลิกกับใครสักคน สามอาทิตย์ต่อมาต้องรีบหาคนใหม่คุย ตกงานปุ๊บ ลนลานส่งเรซูเม่ยี่สิบที่ในคืนเดียว หรือเมื่อใครสักคนจากไป เราต้องดิ้นรนหาคำอธิบายให้ได้ว่าทำไมเขาถึงทำแบบนั้น

เราทำทั้งหมดนี้ ไม่ใช่เพราะเราเข้มแข็งหรือมูฟออนไว แต่เพราะการยืนเฉยๆ แล้วปล่อยให้ตัวเองอยู่กับความจริงที่ว่า “มันเกิดขึ้นแล้ว”… มันทรมานเกินกว่าจะทนได้

.

Simone Weil นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส บันทึกกลไกนี้ไว้ในสมุดของเธอช่วงต้นทศวรรษ 1940 ก่อนที่ข้อความเหล่านั้นจะถูกรวมพิมพ์ในชื่อ La Pesanteur et la grâce เมื่อปี 1947 บทหนึ่งในเล่มนั้นชื่อ “จินตนาการที่เข้ามาอุดความว่าง”

ประโยคเปิดของทั้งเล่มระบุไว้ว่า การเคลื่อนไหวตามธรรมชาติทั้งหมดของจิตวิญญาณ ถูกควบคุมด้วยกฎที่คล้ายกับกฎแรงโน้มถ่วงทางกายภาพ เธอเรียกมันว่า pesanteur (แรงโน้มถ่วง) และเธอหมายความตามตัวอักษรจริงๆ

ใจของเรามีน้ำหนัก มีทิศทางที่มันตกลงไปเองเมื่อไม่มีอะไรมารั้ง และทิศทางนั้นทำนายได้แม่นพอๆ กับการปล่อยของจากมือ กฎข้อหนึ่งที่เธอสังเกตเห็นคือ ความว่างจะถูกอุดโดยอัตโนมัติเสมอ

แหล่งพลังงานทางศีลธรรมของมนุษย์นั้นอยู่นอกตัว เหมือนกับพลังงานทางกายที่มาจากอาหารและอากาศ โดยปกติหาเจอ เลยเข้าใจผิดว่าตัวเองมีมันอยู่ในตัว ความขาดแคลนเท่านั้นที่ทำให้รู้สึกถึงความต้องการ
และเมื่อขาด ก็อดไม่ได้ที่จะหันไปหาอะไรก็ตามที่กินได้

อะไรก็ได้จริงๆ ค่ะ … ข้อความในแชตที่อ่านซ้ำรอบที่สี่ ความแค้นที่ปลุกขึ้นมาเพราะมันให้พลังงานได้จริง คนที่รู้อยู่แล้วว่าจะทำให้เจ็บแต่ตอนนี้อยู่ตรงหน้า เรื่องเล่าที่เราแต่งขึ้นเองว่าเขาคงคิดแบบนั้นแบบนี้

ใจที่หิวไม่เลือกอาหาร มันแค่คว้าสิ่งที่ใกล้ที่สุด
.

ปี 2014 Timothy D. Wilson นักจิตวิทยาสังคมจาก University of Virginia และทีมตีพิมพ์ผลการทดลองชุดหนึ่งในวารสาร Science (อันนี้เคยเล่าไปแล้วครั้งนึง แต่ขอเล่าอีกรอบ)

การทดลองสุดท้ายในชุดนั้นเรียบง่ายมาก ให้คนนั่งอยู่ในห้องกับความคิดตัวเอง 15 นาที โดยมีปุ่มหนึ่งอยู่ตรงหน้า กดแล้วจะโดนไฟช็อตอ่อนๆ ก่อนหน้านั้นทุกคนเพิ่งลองไฟช็อตนั้นมาแล้ว และบอกเองว่ายอมจ่ายเงินเพื่อจะไม่ต้องเจอมันอีก แต่ผลลัพธ์กลับน่าประหลาดใจ

ผู้ชาย 67% กดปุ่มอย่างน้อยหนึ่งครั้ง

ผู้หญิง 25% กดปุ่มอย่างน้อยหนึ่งครั้ง

พวกเขาเลือกความเจ็บ แทนที่จะเลือกความว่าง
ระยะเวลาห่างจากที่ Weil เขียนบันทึกของเธอเจ็ดสิบกว่าปี แต่ผลออกมาตรงกับสิ่งที่เธอเห็นทุกอย่าง

สิ่งที่เราหนีตอนอกหักหรือตอนสูญเสีย บ่อยครั้งกลับไม่ได้เป็นความเศร้าอย่างที่คิดค่ะ เราหนีความว่างที่อยู่ใต้ความเศร้าอีกที

ความเศร้ายังมีรูปร่าง ยังมีชื่อ ยังเล่าให้เพื่อนฟังได้ แต่ความว่างไม่มีอะไรให้จับเลย มันคือช่องที่เคยมีคนอยู่ เคยมีตารางชีวิตอยู่ เคยมีคำตอบว่าเราเป็นใคร แล้ววันหนึ่งตรงนั้นก็โล่ง

จินตนาการเลยรีบเข้ามาทำงาน มันสร้างเรื่องเล่าให้ทันที… เขาคงไม่เคยรักเราจริง, ถ้าตอนนั้นเราทำอีกแบบคงจะไม่เป็นแบบนี้, อีกหกเดือนทุกอย่างจะดีขึ้น, เราคงเป็นคนที่ไม่มีใครอยู่ด้วยได้นาน

เรื่องเล่าพวกนี้เจ็บ แต่มันอุดช่องได้ และใจยอมแลกความเจ็บกับรูปร่างของอะไรบางอย่าง

.

แต่ตรงนี้ก็ต้องระวังหน่อยค่ะ … Weil ผลักแนวคิดนี้ไปไกลมากในชีวิตจริงของเธอเอง เธอกินน้อยกว่าที่ร่างกายต้องการในช่วงท้ายของชีวิต และเสียชีวิตในปี 1943 ตอนอายุเพียง 34 ปี การยอมรับความว่างในแบบสุดขั้วของเธอ มีราคาที่คนอ่านอย่างเราไม่จำเป็นต้องจ่ายตาม

ความว่างเองก็มีหลายชนิด ความว่างที่มาหลังการสูญเสีย เป็นคนละอย่างกับความว่างที่อยู่มานานหลายปีจนกลายเป็นพื้นหลังของชีวิต อย่างหลังนั้นต้องการการรักษา มากกว่าการฝึกทน

เส้นแบ่งที่พอจะใช้ได้คือ เราอุดเพื่อรอด หรืออุดเพื่อหนี
คนที่เพิ่งเสียใครไปแล้วต้องทำงานให้จบเพื่อจะมีเงินจ่ายค่าเช่า คนนั้นกำลังรอด ไม่มีใครควรไปบอกให้เขานั่งอยู่กับความว่างตอนนี้
.

ทีนี้ลองมาอนุญาตให้ตัวเอง “ยังไม่รู้”
สิ่งที่พอทำได้จริงๆ อาจจะลองเริ่มจากสเต็ปง่ายๆ เหล่านี้

  • สังเกตระยะห่าง : จับตาดูว่าระยะห่างระหว่างวินาทีที่รู้สึกว่าง กับวินาทีที่มือเอื้อมไปหยิบอะไรสักอย่าง มันสั้นแค่ไหน (ส่วนใหญ่จะพบว่าแทบไม่มีระยะห่างเลย)
  • ค่อยๆ ยืดเวลา : ยืดมันออกทีละนิด สิบวินาที ยี่สิบวินาที ยังไม่ต้องทำอะไรกับความรู้สึกนั้น แค่ให้มันอยู่ตรงนั้นนานขึ้นอีกหน่อย
  • ดูสิ่งที่วิ่งเข้ามาอุด : สังเกตว่าอะไรพยายามจะเข้ามาอุดช่องว่างนั้น เพราะสิ่งที่วิ่งเข้ามาเป็นอันดับแรก บอกเรื่องราวของเราได้เยอะมาก
  • อนุญาตให้ยังไม่รู้ : ยังไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงไปแบบนั้น ยังไม่รู้ว่าปีหน้าจะเป็นยังไง ยังไม่รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นแปลว่าอะไร

“ยังไม่รู้” เป็นคำตอบที่ใช้ได้ค่ะ และมันเป็นคำตอบเดียวที่ซื่อสัตย์ในหลายสถานการณ์
.

Weil เขียนไว้ตอนหนึ่งว่า มีแรงสองอย่างที่ปกครองจักรวาลนี้ คือ แสง และ แรงโน้มถ่วง
แรงโน้มถ่วงทำงานอยู่แล้วตลอดเวลา ไม่ต้องเชิญ ไม่ต้องฝึก
ส่วนแสง… ต้องการช่องว่างที่ยังไม่ถูกปิด

ลองสังเกตดูนะคะ ครั้งต่อไปที่ข้างในเริ่มว่าง สิ่งแรกที่มือคุณเอื้อมไปหยิบคืออะไร

Related Posts