ตกลงเราชอบเขา หรือเรารักเขากันแน่
คำถามนี้จะว่าตอบยาก ก็ยากอยู่ค่ะ เพราะความรู้สึกสองอย่างนี้หน้าตาเหมือนกันมากในช่วงแรก อยากเจอเหมือนกัน คิดถึงเหมือนกัน เห็นชื่อเด้งขึ้นมาแล้วใจเต้นเหมือนกัน
แต่ก็เหมือนกับเรื่องอื่นของมนุษย์แหละนะ จิตวิทยาเคยพยายามแยกสองอย่างนี้ออกจากกันจริงๆ และคำตอบที่ได้ อาจเปลี่ยนวิธีที่เรามองความสัมพันธ์ของตัวเองไปเลย
.
ย้อนกลับไปปี 1970 Zick Rubin นักจิตวิทยาสังคมชาวอเมริกัน ทำสิ่งที่ยุคนั้นแทบไม่มีใครกล้าทำ คือ เอาความรักมาวัดเป็นตัวเลข
เขาสร้างแบบวัดสองชุดแยกกัน ชุดหนึ่งวัดความชอบ (Liking Scale) อีกชุดวัดความรัก (Love Scale) แล้วให้คู่รักนักศึกษาหลายร้อยคนตอบ
ผลที่ออกมาชัดเจน สองอย่างนี้เป็นคนละสิ่งกันจริงๆ
ความชอบ ประกอบด้วยการมองเขาในแง่ดี ความเคารพ และความรู้สึกว่าเขาคล้ายเรา
“เขาเป็นคนแบบที่ฉันอยากเป็น” “ฉันเชื่อในวิจารณญาณของเขา”
ส่วนความรัก ประกอบด้วยสามอย่างที่ต่างออกไปสิ้นเชิง
ความผูกพันที่ต้องการเขาอยู่ในชีวิต
ความห่วงใยที่พร้อมให้โดยเขาไม่ต้องร้องขอ
และความใกล้ชิดที่เปิดเผยตัวตนได้หมดทั้งด้านสวยๆ และด้านพังๆ
พูดให้สั้นที่สุด … ความชอบคือการประเมิน ความรักคือผูกพัน
เราชอบใครสักคนได้จากระยะไกล แต่เรารักใครสักคนได้ก็ต่อเมื่อชีวิตของเขาเริ่มพันเข้ามาในชีวิตของเรา
Rubin ยังพบอะไรที่น่ารักอีกอย่างหนึ่ง คู่ที่ได้คะแนน Love Scale สูง ใช้เวลาสบตากันนานกว่าคู่ที่คะแนนต่ำอย่างเห็นได้ชัด
บางทีความรักก็มีภาษากายของมันเอง แม้ปากยังตอบตัวเองไม่ได้ สายตาก็ตอบไปก่อนแล้ว
.
สิบกว่าปีต่อมา Robert Sternberg นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ขยายภาพนี้ให้ละเอียดขึ้นด้วยทฤษฎีสามเหลี่ยมความรัก ความรักประกอบด้วยความใกล้ชิด (intimacy) ความเสน่หา (passion) และพันธะผูกพัน (commitment)
ในระบบของเขา “ความชอบ” มีตำแหน่งของตัวเองชัดเจน มันคือสภาวะที่มีความใกล้ชิดเพียงอย่างเดียว
คุยแล้วสบายใจ อยู่ใกล้แล้วรู้สึกดี ไว้ใจได้ แต่ยังปราศจากแรงปรารถนา และยังปราศจากการตัดสินใจว่าจะอยู่ตรงนี้ต่อในวันที่มันยากขึ้น
เส้นแบ่งในมุมของ Sternberg จึงชัดมาก …. ความชอบกลายเป็นความรัก เมื่อความรู้สึกดีเริ่มมีองค์ประกอบอื่นมาซ้อน
ซ้อนด้วยความปรารถนา มันกลายเป็นรักโรแมนติก ซ้อนด้วยการตัดสินใจอยู่ต่อ มันกลายเป็นรักแบบเพื่อนคู่ชีวิต และเมื่อครบทั้งสาม มันคือรักที่สมบูรณ์ที่สุดที่มนุษย์มีให้กันได้
.
แต่ถ้าถอยออกจากจิตวิทยา แล้วถามนักปรัชญา คำตอบจะเปลี่ยนระนาบไปเลยค่ะ
Erich Fromm นักจิตวิเคราะห์และนักปรัชญาสังคมชาวเยอรมัน-อเมริกัน เขียนไว้ใน The Art of Loving (1956) ว่าความรักเป็นการกระทำ มากกว่าเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นเอง
ความชอบเป็นสิ่งที่ “เกิดกับเรา” เราเลือกมันแทบไม่ได้ ส่วนความรักเป็นสิ่งที่ “เราทำ” ทุกวัน ซ้ำๆ แม้ในวันที่ความรู้สึกจางลง
Fromm ทิ้งประโยคหนึ่งไว้ให้โลกจำ
รักที่ยังเด็กพูดว่า “ฉันรักเธอเพราะฉันต้องการเธอ” ส่วนรักที่โตแล้วพูดว่า “ฉันต้องการเธอเพราะฉันรักเธอ”
ประโยคแรกเริ่มจากความขาดของเรา ประโยคหลังเริ่มจากตัวตนของเขา
และช่องว่างระหว่างสองประโยคนี้ อาจเป็นเส้นแบ่งที่แท้จริงระหว่างชอบกับรัก
แต่ถึงตรงนี้ต้องพูดอีกด้านให้ครบ
เส้นแบ่งนี้เป็นธรณีประตูมากกว่าเป็นกำแพงนะคะ คนส่วนใหญ่ข้ามมันโดยบอกวันเวลาแน่นอนไม่ได้ รู้ตัวอีกทีก็อยู่อีกฝั่งแล้ว
ความชอบเองก็ไม่ได้หายไปไหนเมื่อความรักมาถึง มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของรักที่ดี งานวิจัยความสัมพันธ์ระยะยาวจำนวนมากพบตรงกันว่า คู่ที่อยู่กันได้นานอย่างมีความสุข คือคู่ที่ “ยังชอบ” กันอยู่ ยังเคารพ ยังสนุกที่ได้คุย ยังมองอีกฝ่ายในแง่ดี
ขณะเดียวกัน รักที่ปราศจากความชอบก็มีอยู่จริง คู่ที่ผูกพันลึกแต่หมดความเคารพต่อกัน คือคู่ที่เหนื่อยที่สุด เพราะทิ้งก็ทิ้งไม่ลง อยู่ก็อยู่ไม่เป็นสุข
อีกเรื่องที่ควรรู้ Elaine Hatfield นักจิตวิทยาจาก University of Hawaii แยกความรักออกเป็นสองแบบ คือ รักแบบเสน่หา (passionate love) ร้อนแรงแต่มีแนวโน้มเบาลงตามเวลา กับรักแบบเพื่อนคู่ชีวิต (companionate love) ที่ค่อยๆ ลึกขึ้น
หลายคู่เข้าใจผิดว่าตัวเอง “หมดรัก” ทั้งที่จริงแล้ว รักแค่กำลังเปลี่ยนรูป จากไฟ เป็นถ่านที่อุ่นกว่าและอยู่นานกว่า
.
ทีนี้…. แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าตัวเองยืนอยู่ฝั่งไหน
ลองสังเกตจากสองจุดนี้ค่ะ จุดแรกคือต้นทุนที่ยอมจ่าย ความชอบมักอยู่ได้ตราบเท่าที่เรายังเป็นฝ่ายได้รับ ได้ความสนุก ได้ความรู้สึกดี แต่ความรักคือความรู้สึกที่ยังอยู่ แม้ในวันที่เราต้องเป็นฝ่ายให้ เสียเวลา เสียความสะดวก หรือเห็นด้านที่เหนื่อยที่สุดของเขาแล้วยังเลือกอยู่ตรงนั้นต่อ
จุดที่สองละเอียดกว่า…. ลองสังเกตว่าความสุขของเขาสำคัญกับเราแบบไหน
ถ้าคำตอบคือ “เขาทำให้ฉันรู้สึกดี” นั่นอาจยังเป็นความชอบ แต่ถ้าคำตอบเริ่มกลายเป็น “ฉันอยากให้เขาได้ดี แม้บางฉากของความได้ดีนั้นจะเจ็บสำหรับฉัน” ตรงนั้นแหละค่ะ ที่เราข้ามเส้นมาแล้ว
.
คืนนี้ถ้ายังนอนมองเพดานอยู่ ลองถามตัวเองด้วยคำถามเดียวพอ
ถ้าเขามีความสุขมากๆ โดยที่เราอยู่นอกภาพนั้น ความรู้สึกแรกที่ขึ้นมาในใจเรา คืออะไรคะ