“เราจะคิดแบบ abundant mindset ได้ เพราะเราไม่ขาดไหมคะ อย่างน้อยเราก็กินได้ ไม่ได้อดมื้อกินมื้อ พูดง่าย ๆ คือ ต้องเป็นชนชั้นกลางก่อน ถึงจะคิดแบบนี้ได้หรือเปล่า”
เราคิดว่านี่เป็นคำถามที่สะท้อนความจริงของชีวิตอย่างตรงไปตรงมา และมันสมควรได้รับคำตอบที่ตรงกับโลกจริงเช่นกัน
คำตอบโดยสรุปหลังจากผ่านการคิดกับตัวเองและหาข้อมูลมาเรียนรู้ของเราก็คือ …เงื่อนไขชีวิตมีผลกับ mindset จริง ค่ะ โดยเฉพาะเรื่องความมั่นคงพื้นฐาน….
เมื่อคนหนึ่งต้องกังวลเรื่องปากท้อง ความปลอดภัย หรือการอยู่รอดในวันพรุ่งนี้ สมองก็น่าจะโฟกัสกับการเอาตัวรอดเป็นหลักโดยอัตโนมัติ พื้นที่สำหรับการมองระยะยาว การวางแผน หรือการเชื่อว่าชีวิตยังมีทางเลือกจะหดเล็กลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เป็นเรื่องทางชีววิทยาและจิตวิทยา ไม่ใช่เรื่องความเข้มแข็งทางใจ
งานวิจัยในสาย poverty psychology อธิบายไว้ตรงกันว่า ความขาดแคลนเรื้อรังทำให้ bandwidth ทางความคิดลดลง เมื่อทรัพยากรจำกัด สมองจะโฟกัสแคบลงเพื่อจัดการกับปัญหาเฉพาะหน้า การคิดเรื่อง ‘ความเป็นไปได้’ ที่เราพูดถึงใน abundant mindset จึงกลายเป็นภาระที่หนักเกินไปในช่วงนั้น
ซึ่งความขาดแคลนนี้ ไม่ได้หมายถึงแค่ “เงิน” แต่ยังรวมถึง “เวลา” และ “พลังงาน” ด้วย เมื่อเราต้องใช้เวลาเกือบทั้งหมดในชีวิตเพื่อแลกปัจจัยสี่ เราจะเหลือพื้นที่ประมวลผลให้เรื่องความหวังหรือจินตนาการได้ยากเหลือเกิน
เพราะฉะนั้น หากถามว่า “เราคิดแบบ abundant mindset ได้ เพราะเราไม่ขาดใช่ไหม”
คำตอบที่ซื่อสัตย์คือ ความมั่นคงขั้นต่ำช่วยเปิดพื้นที่ให้ mindset แบบนี้เกิดได้ง่ายขึ้นจริง
การไม่อดมื้อกินมื้อ การมีหลังคาคุ้มแดดคุ้มฝน การมีรายได้พอประคองชีวิต สิ่งเหล่านี้สร้าง ‘พื้นที่ทางใจ’ ให้มนุษย์ได้คิดไกลกว่าวันนี้
แต่ตรงนี้เองที่ต้องแยกให้ชัด abundant mindset ไม่ได้ผูกติดกับชนชั้นแบบตายตัว มันขึ้นอยู่กับว่า ในช่วงเวลานั้น เรากำลังขาดอะไรจนสมองแทบไม่มีพื้นที่เหลือหรือเปล่า
คนที่ลำบากมากอาจไม่สามารถคิดแบบ abundant ได้ในทุกมิติของชีวิต แต่อาจยังมีมันในบางพื้นที่ เช่น ความเชื่อว่ามนุษย์ช่วยเหลือกันได้ หรือความเชื่อว่าตัวเองยังเรียนรู้และพัฒนาได้ หรืออย่างน้อย การไม่ลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ของตัวเองเพราะฐานะ
ในวันที่ ‘ทุนทรัพย์’ มีจำกัด บางคนเลือกที่จะรักษา ‘ทุนทางสังคม’ หรือ ‘ทุนทางใจ’ เอาไว้ เช่น การมีกัลยาณมิตรที่พึ่งพากันได้ หรือการมองเห็นโอกาสเล็กๆ ในการแบ่งปันน้ำใจ ซึ่งนั่นคือการคงไว้ซึ่งสภาวะ Abundance ในมิติอื่นที่ไม่ใช่ตัวเงิน
ขณะเดียวกัน คนที่มีรายได้ดี มีความมั่นคง ก็สามารถติดอยู่ใน scarcity mindset ได้เช่นกัน ความกลัวสูญเสีย กลัวตกชั้นวรรณะ กลัวไม่พอ สามารถเกิดขึ้นได้ แม้ตัวเลขในบัญชีจะบอกว่า มีเยอะพอแล้ว
นั่นเพราะคนกลุ่มนี้มักจะไม่มี เส้นขีดของความพอ ที่ชัดเจน เมื่อเปรียบเทียบตัวเองกับคนที่สูงกว่าอยู่ตลอดเวลา เขาก็จะรู้สึก ‘ขาด’ ไม่ต่างจากคนที่ไม่มีจริงๆ การมี Abundant Mindset สำหรับคนที่มีต้นทุนแล้ว จึงมักเป็นการฝึก ‘การรับรู้ว่าพอ’ (Sense of Enough) เพื่อให้ใจกล้าพอที่จะหยุดสะสมและเริ่มแบ่งปัน
เพราะฉะนั้น abundant mindset ไม่ได้เป็นรางวัลของคนฐานะดี และก็ไม่ใช่มาตรวัดคุณค่าทางศีลธรรมว่าใครคิดดีกว่าใคร
สิ่งที่สำคัญมากคือ แนวคิดนี้ไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือกดทับคนที่กำลังลำบาก
ในบางช่วงของชีวิต สิ่งที่มนุษย์ต้องการคือข้าว เงิน ความช่วยเหลือจริง ๆ รวมถึงโครงสร้างทางสังคมที่เป็นธรรม ไม่ใช่คำแนะนำให้ “ปรับมุมมอง” อันนี้คือสิ่งที่เราค้นพบเพิ่มขึ้นเพิ่มเติม
abundant mindset ทำงานได้ดีที่สุด เมื่อความขาดแคลนถูกบรรเทาลงจนสมองมีพื้นที่หายใจ มันไม่ได้มาแทนทรัพยากร แต่มันช่วยให้มนุษย์ใช้ทรัพยากรที่มีได้อย่างไม่ถูกความกลัวควบคุม
สำหรับใครที่เริ่มพอมี ‘พื้นที่หายใจ’ บ้างแล้ว เราอาจเริ่มฝึกฝน Mindset นี้ทีละนิดเหมือนการออกกำลังกาย เริ่มจากการขอบคุณเรื่องเล็กๆ ในแต่ละวัน หรือการฝึกยินดีกับความสำเร็จของคนอื่นโดยไม่รู้สึกว่าเขากำลังแย่งชิงความสุขไปจากเรา เพื่อค่อยๆ ขยายพื้นที่ของความเป็นไปได้ให้กว้างขึ้น
ถ้าจะสรุปลองพยายามสรุปให้แฟร์กับชีวิตจริงที่สุด ก็อาจจะเป็น
- ความมั่นคงขั้นต่ำเอื้อต่อการเกิด abundant mindset
- mindset แบบนี้เกิดขึ้นได้เป็นบางส่วน ในบางมิติ และในบางช่วงเวลา
- มันไม่ควรถูกใช้เป็นไม้บรรทัดวัดคุณค่าคน
- abundant mindset อาจมองได้ว่าเป็น luxury ทางใจ ที่มนุษย์เข้าถึงได้มากขึ้น เมื่อไม่ต้องเอาชีวิตรอดทุกนาที
และการยอมรับความจริงข้อนี้ ทำให้แนวคิดนี้อ่อนโยนขึ้น ซื่อสัตย์ขึ้น และอยู่ข้างมนุษย์มากขึ้น
ซึ่งบางที การเข้าใจความต่างของจุดเริ่มต้นชีวิต อาจเป็น abundance รูปแบบหนึ่ง ที่โลกควรมีให้กันมากกว่านี้ด้วยซ้ำ
ขอบคุณสำหรับคำถามที่มำให้ได้ครุ่นคิดค่ะ