ถ้ามองด้วยสายตา ข้อมูล องค์ความรู้ทางจิตวิทยาที่มีอยู่ในโลก คำตอบคือ ‘มีจริง’ แต่ไม่ได้ตรงไปตรงมาแบบที่เรามักเข้าใจ
นักจิตวิทยาคลินิกอย่าง Eric S. Jannazzo จาก Psychology Today เคยอธิบายไว้ค่อนข้างแรงแต่ซื่อสัตย์ว่า ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถรักได้ในแบบที่สังคมคาดหวัง ฟังดูน่าตกใจอยู่นะคะ แต่ประโยคถัดมาสำคัญกว่า นั่นคือสิ่งที่เราเรียกว่า “รักไม่เป็น” มักไม่ได้หมายถึงการไม่มีความรัก หากแต่เป็นผลจากกลไกทางใจบางอย่างที่ทำให้ความรักแสดงออกมาไม่ได้ หรือแสดงออกมาในรูปแบบที่คนอื่นไม่คุ้นเคย อาทิ
– กลุ่มที่สมองสั่งให้กลัว (Philophobia) บางคนกลัวการตกหลุมรักอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพราะเค้าไม่ต้องการใครนะคะ แต่เพราะสมองเคยเรียนรู้ว่าความใกล้ชิดนำมาซึ่งความเจ็บปวด ภาวะแบบนี้เรียกว่า Philophobia แต่มันไม่ได้ถาวรหรอกนะ สมองของเรามีความยืดหยุ่นและสามารถค่อย ๆ สร้างประสบการณ์ใหม่ที่ปลอดภัยกว่าเดิมได้ผ่านการบำบัด
– กลุ่มที่รักแต่พูดไม่ออก (Alexithymia) บางคนรู้สึก แต่ไม่รู้จะเรียกมันว่าอะไร หรือไม่รู้จะพูดออกมายังไง ภาวะ Alexithymia นี้พบได้ประมาณ 10% ของประชากร คนกลุ่มนี้ไม่ได้ใจแข็งอย่างที่มักถูกมอง พวกเขาอาจรักมากรักเยอะด้วยซ้ำ เพียงแต่ภาษาของความรักไม่ได้ออกมาเป็นคำหวาน แต่เป็นการกระทำ เป็นความรับผิดชอบ เป็นการอยู่ข้าง ๆ แบบเงียบ ๆ
– กลุ่มที่หัวใจมีการออกแบบเฉพาะตัว (Aromantic) และเราต้องไม่ลืมว่า ในโลกนี้ยังมีกลุ่มคนที่เรียกว่า Aromantic ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วไม่ได้รู้สึกดึงดูดทางโรแมนติกกับใคร นี่ไม่ใช่ความผิดปกติ ไม่ใช่คนเย็นชา และไม่ได้ต้องการการ “รักษา” แต่เป็นเพียงรสนิยมและความหลากหลายทางความรู้สึกรูปแบบหนึ่งเท่านั้น
อีกแบบหนึ่งที่พบบ่อย คือคนที่ต้องการความรัก แต่พอความสัมพันธ์เริ่มลึกซึ้ง ใจก็ถอยโดยอัตโนมัติ ภาวะนี้เรียกว่า Avoidant Attachment (รูปแบบความผูกพันแบบหลีกเลี่ยง) ซึ่งมักมีรากฐานมาจากวัยเด็ก
สิ่งที่น่าสนใจคือ “มันเปลี่ยนได้” งานวิจัยจาก Columbia University พบว่าแค่การรู้ทันรูปแบบความผูกพันของตัวเอง ก็ช่วยให้คนจำนวนมากค่อย ๆ ขยับไปสู่ความสัมพันธ์ที่มั่นคงขึ้นได้ เหมือนการรู้ว่าตัวเองกลัวอะไร ทำให้เราไม่ต้องหนีมันโดยไม่รู้ตัวอีกต่อไป
อีกหนึ่งจิ๊กซอว์สำคัญคือ “ความสัมพันธ์กับตัวเอง” บ่อยครั้งที่เรารู้สึกว่ารักคนอื่นไม่เป็น อาจเพราะเราหลงลืมที่จะเชื่อมโยงกับความรู้สึกของตัวเอง อนุญาตให้ตัวเองถูกรัก และใจดีกับตัวเองให้เป็นก่อน
ทั้งหมดนี้พาไปสู่ข้อคิดที่เบามือลงและอ่อนโยนมากขึ้น คือความรักไม่ใช่คุณสมบัติตายตัว แต่เป็น “ทักษะ” สมองเรียนรู้ได้ ปรับได้ และฝึกได้ การบำบัดทางจิตวิทยาอย่าง CBT ก็ทำหน้าที่คล้ายคู่มือใช้งานหัวใจ ช่วยให้เราเห็นแพตเทิร์นเดิม ๆ แล้วลองทางเลือกใหม่ที่ไม่ทำร้ายตัวเองซ้ำ
ถ้าอย่างนั้น แล้วอกหักดีกว่ารักไม่เป็นจริงไหม…. ก็อาจไม่ได้มีคำตอบเดียว
แต่สิ่งที่พอพูดได้คือ คนที่คิดว่าตัวเองรักไม่เป็น อาจไม่ได้ขาดหัวใจ แต่เป็นคนที่มีหัวใจดวงที่เคยทำงานหนักเกินไปจนต้องเปิด “โหมดประหยัดพลังงาน” หรือตั้ง “โหมดป้องกันภัย” ไว้… และเมื่อทักษะเรียนรู้ได้ ความรักเองก็อาจเป็นสิ่งที่ค่อย ๆ กลับมาได้ ในจังหวะของแต่ละคน โดยไม่ต้องเร่ง และไม่ต้องโทษตัวเองว่าเสียหรือพังตั้งแต่แรก